รู้จักกับขบวนการซุฟยาน ตอนที่ 1
รู้จักกับขบวนการซุฟยาน ตอนที่ 1
ถอดรหัสยุทธศาสตร์ตะวันออกกลาง: เมื่อ “สงครามตัวแทน” ซ้อนทับ “คำทำนายยุคสุดท้าย”
(1) ฉากหน้าแบบภูมิรัฐศาสตร์ vs ฉากลึกตามคำทำนาย
ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังขึ้นเหนือน่านฟ้าอิรักตะวันออกและเมืองท่าสำคัญอย่างบัสเราะฮ์ นักวิเคราะห์ความมั่นคงกระแสหลักมักมองเหตุการณ์นี้ผ่านเลนส์ภูมิรัฐศาสตร์โลกแบบเดิม ๆ นั่นคือการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร กับ “พันธมิตรแห่งการยืนหยัดต่อสู้” (Axis of Resistance) ที่นำโดยอิหร่าน ทว่าในมิติเชิงลึกของคู่ขัดแย้ง โดยเฉพาะฝ่ายมุสลิมชีอะฮ์ในภูมิภาค สงครามครั้งนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยยุทธวิธีทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่กำลังถูกอธิบายและขับเคลื่อนด้วย “สงครามตามคำพยากรณ์ยุคสุดท้าย” ที่ทรงพลังในทางจิตวิทยาและอุดมการณ์
(2) กุญแจตีความ: “ซุฟยานี” (Sufyani) ในฐานะขบวนการ
หากจะเข้าใจความคิดเบื้องหลังของสมรภูมินี้ จำต้องทำความเข้าใจคำว่า “ซุฟยานี” (Sufyani) ซึ่งตามความเชื่อทางเทววิทยาอิสลาม (โดยเฉพาะสายรายงานชีอะฮ์) คือชื่อเรียกของขบวนการทรยศหักหลังที่จะปรากฏตัวขึ้นในดินแดนชาม (ซีเรียและพื้นที่คาบเกี่ยว) ก่อนวันสิ้นโลก ขบวนการนี้ถูกพยากรณ์ไว้ว่าจะ “สวมหน้ากากศาสนา” แต่กระทำสิ่งป่าเถื่อนขัดกับมนุษยธรรม เพื่อจับมือกับมหาอำนาจภายนอกเข้าบดขยี้กลุ่มผู้ภักดีต่อแนวทางอันบริสุทธิ์ของศาสดา (อิสลามมูฮำมะดี) ในการเมืองร่วมสมัย ตัวแทนสัญลักษณ์ของขบวนการซุฟยานีจึงถูกชี้เป้าไปที่พันธมิตรต่างขั้วอย่าง สหรัฐฯ (มหาอำนาจตะวันตก) และซาอุดีอาระเบีย ที่ร่วมมือกันกดดันอิรักและอิหร่าน
แก่นสารของ “ซุฟยานี” ตามกรอบนี้:
- อ้างศาสนา แต่ทำลายศาสนาด้วยความป่าเถื่อน
- ทำงานแบบ “เครื่องมือ/ตัวแทน” ของมหาอำนาจภายนอก
- เป้าหมายคือบดขยี้แนวทางอิสลามบริสุทธิ์/ฝ่ายต่อต้าน
(2.1) รหัสอุดมการณ์: “อิสลามบนีอุมัยยะฮ์” และรากเหง้าของซุฟยานี
เพื่อจะเข้าใจที่มาของชื่อ "ซุฟยานี" จำต้องสืบย้อนกลับไปในทางประวัติศาสตร์และสายตระกูล คำว่า "ซุฟยานี" มีรากศัพท์มาจาก "อบูซุฟยาน" ผู้เป็นหัวหน้าตระกูลบนีอุมัยยะฮ์ (Umayyad) ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจที่ทำสงครามต่อต้านท่านศาสดามูฮัมหมัด(ศ) มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น และต่อมาทายาทของตระกูลนี้ (เช่น มุอาวียะฮ์ และยะซีด) ได้ทำการแย่งชิงอำนาจรัฐอิสลาม พร้อมทั้งสถาปนาแนวทาง อิสลามแบบบนีอุมัยยะฮ์ ขึ้นมา ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวคือ:
- การใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือรับใช้ราชบัลลังก์: บิดเบือนคำสอนเพื่อรับใช้ผู้กุมอำนาจ ยอมรับการละเมิดมนุษยธรรมเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ
- ความเกลียดชังและมุ่งทำลายล้างวงศ์วานของศาสดา (อะฮ์ลุลบัยต์): มีเป้าหมายหลักในการกวาดล้างสายเลือดและผู้สืบทอดจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ของท่านศาสดา
ในมุมมองทางนิติศาสตร์เชิงสัญลักษณ์และการเมืองปัจจุบัน การกลับมารวมตัวกันของกลุ่มติดอาวุธสุดโต่งที่ใช้วิธีการโหดร้ายป่าเถื่อน (เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลุ่มคนเห็นต่าง การทำลายโบราณสถาน การควักหัวใจทหารศัตรู หรือการตัดหัวประจาน) ภายใต้สัญลักษณ์ทางศาสนา จึงถูกตีความว่าเป็น "การฟื้นคืนชีพของอิสลามแห่งบนีอุมัยยะฮ์" ในคราบใหม่ เป็นอุดมการณ์ตักฟีรีที่สวมหน้ากากศรัทธา แต่แก่นแท้คือการปกป้องผลประโยชน์ของจักรวรรดินิยมตะวันตกและการทำลายล้างฝ่ายต่อต้าน ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของกองทัพซุฟยานีตามคำพยากรณ์ทุกประการ
(3) แผนที่สงคราม: เมื่อพิกัดจริงทาบทับพิกัดคำพยากรณ์
มิติทางภูมิรัฐศาสตร์คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดเมื่อนำสถานการณ์จริงมาทาบทับกับรายงานในอดีต คำพยากรณ์ระบุว่า กองทัพซุฟยานีจะเคลื่อนพลจากซีเรียบุกเข้าสู่จุดยุทธศาสตร์สำคัญคือ กูฟะฮ์และบัสเราะฮ์ในประเทศอิรัก ซึ่งในทางภูมิศาสตร์ความมั่นคงปัจจุบัน พื้นที่เหล่านี้คือจุดตัดสำคัญของเส้นทางส่งกำลังบำรุงและท่อส่งพลังงาน การโจมตีทางอากาศล่าสุดของสหรัฐฯ และพันธมิตรในแถบอิรักตะวันออกและบัสเราะฮ์ จึงไม่ใช่แค่การเลือกเป้าหมายแบบสุ่ม แต่เป็นการพุ่งเป้าไปที่ "ระเบียงยุทธศาสตร์" เดียวกันกับที่ระบุไว้ในจารึกประวัติศาสตร์เมื่อพันปีก่อนอย่างน่าประหลาด
พิกัด/เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์:
- ชาม (ซีเรีย): จุดเริ่มต้นและฐานของความปั่นป่วน
- กูฟะฮ์–บัสเราะฮ์ (อิรัก): จุดสำคัญด้านโลจิสติกส์และพลังงาน
- ความทับซ้อนของ “พื้นที่”: ทำให้คำพยากรณ์ถูกมองว่า “กำลังเกิดขึ้นจริง”
(4) มิติพันธมิตร: “โรม” ในตำราอดีต กับมหาอำนาจยุคใหม่
ในเชิงการจัดพันธมิตร ความตกลงลับและเปิดเผยระหว่างทำเนียบขาวและริยาดในการปิดล้อมอิรักและอิหร่าน สอดรับอย่างพอดีกับคำพยากรณ์ที่ว่า ขบวนการซุฟยานีจะจับมือกับพลังอำนาจภายนอก (ซึ่งรายงานในอดีตเปรียบเปรยถึง “โรม” หรือจักรวรรดิตะวันตก) ความร่วมมือนี้ถูกมองว่าเป็น "ยุทธศาสตร์การรุกรานยุคใหม่" ที่ไม่เพียงใช้กำลังทหารโดยตรง แต่ยังสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธสุดโต่งในพื้นที่ (กลุ่มตักฟีรี กลุ่มไอสิส) หรือผู้ที่อ้างอิสลามเพื่อเข่นฆ่ามุสลิมด้วยกันเอง) ให้ทำหน้าที่บ่อนทำลายความสามัคคีจากภายในอุมมะฮ์ (ประชาชาติอิสลาม) เพื่อเปิดทางให้มหาอำนาจตะวันตกเข้ามาจัดระเบียบโลกใหม่ตามต้องการ
กลไกที่ถูกมองว่าใช้งานอยู่:
- การปิดล้อม/กดดันรัฐและขั้วอำนาจฝ่ายต่อต้าน
- การใช้สงครามตัวแทนและกลุ่มสุดโต่งเป็น “กองหน้า”
- การทำให้โลกมุสลิมแตกจากข้างใน ก่อน “จัดระเบียบ” จากข้างนอก
(5) มิติทางจิตวิทยา: เปลี่ยนสงครามการเมืองให้เป็นสงครามสัจธรรม
กระนั้น การนำกรอบคิดเรื่องซุฟยานีมาอธิบายเหตุความขัดแย้ง ไม่ใช่เรื่องของความงมงายหรือการยอมรับโชคชะตา หากแต่เป็นยุทธวิธีทางจิตวิทยาการทหารที่ทรงพลานุภาพ การเปลี่ยนนิยามจาก “สงครามการเมืองแย่งชิงทรัพยากร” ให้กลายเป็น “สงครามระหว่างสัจธรรมและความเท็จ” ช่วยปลุกเร้าสปิริตของการยืนหยัดต่อสู้ และการเตรียมพร้อมอย่างตื่นตัวเพื่อรอรับ “ชัยชนะสุดท้าย” อันหมายถึงการปฏิวัติของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ผู้มาโปรดโลกยุคสุดท้าย ที่ถูกสัญญาในทุกศาสนา — ทำให้การสูญเสียในสนามรบไม่ถูกมองว่าเป็นความพ่ายแพ้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของบททดสอบครั้งใหญ่ก่อนการปรากฏตัวของผู้นำแห่งความยุติธรรม
ผลเชิงปฏิบัติการ (Operational Effects):
- เพิ่มแรงฮึด/ความหมายให้การสูญเสีย
- สร้างความทนทานต่อสงครามยืดเยื้อ
- ยกระดับความชอบธรรมของการต่อต้านในสายตาฐานมวลชน
(6) นัยต่อความมั่นคง: ถ้าไม่เข้าใจกรอบนี้ จะอ่าน “สถานการณ์โลก” ไม่ออก
สำหรับหน่วยงานด้านความมั่นคงและต่างประเทศ การเข้าใจโครงสร้างความเชื่อที่ซ้อนทับอยู่บนพิกัดภูมิรัฐศาสตร์นี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการประเมินสถานการณ์อย่างเท่าทัน เพราะสิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า ตราบใดที่สงครามในอิรักและซีเรียยังถูกมองผ่านเลนส์ของคำพยากรณ์ คู่ขัดแย้งฝ่ายต่อต้านจักรวรรดินิยมจะไม่มีวันยอมจำนนหรือเจรจาประนีประนอมในเงื่อนไขที่เสียเปรียบ เนื่องจากพวกเขามั่นใจว่า ยุทธศาสตร์การบีบคั้นของพันธมิตรสหรัฐฯ-ซาอุฯ ในปัจจุบัน คือจุดเริ่มต้นของฉากอวสานที่ฝ่ายซุฟยานีจะต้องเผชิญกับความพินาศอย่างสิ้นเชิงในท้ายที่สุด
ข้อสรุปเชิงความมั่นคง:
- ความขัดแย้งถูกยกระดับเป็น “ศูนย์รวมความหมาย” ไม่ใช่แค่ “ศูนย์รวมผลประโยชน์”
- ความพร้อมประนีประนอมต่ำ เพราะเดิมพันถูกยกไปอยู่ระดับศรัทธาและปลายทางประวัติศาสตร์
เพราะเดิมพันถูกยกไปอยู่ระดับศรัทธาและปลายทางประวัติศาสตร์
ขอขอบคุณ เพจซัยยิดสุไลมาน ฮุซัยนี