อัรบะอีน : มหกรรมการรวมตัวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ตอนที่ 1
อัรบะอีน : มหกรรมการรวมตัวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ตอนที่ 1
บทคัดย่อ
อัรบะอีน (Arbaeen) คือ การรำลึกครบรอบ 40 วันแห่งการเป็นชะฮีดของอิมามฮุเซน อะลัยฮิสสลาม หลานของศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ผู้พลีชีพ ณ ทุ่งกัรบะลาอ์ เมื่อปี ค.ศ. 680 (ฮ.ศ. 61) ปัจจุบันพิธีอัรบะอีนได้กลายเป็นการรวมตัวของบรรดาผู้แสวงบุญที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 20–25 ล้านคนจากหลากหลายประเทศ เชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหมาย ความเป็นมา คุณค่าทางศาสนา มิติทางสังคม วัฒนธรรม และบทบาทของอัรบะอีนในฐานะมหกรรมการรวมตัวของมนุษยชาติ รวมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้อัรบะอีนเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่สะท้อนคุณค่าของศรัทธา ความเสียสละ ความเป็นภราดรภาพ และสันติภาพ
บทนำ
ในโลกปัจจุบันมีการรวมตัวของผู้คนในกิจกรรมระดับนานาชาติหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกีฬา การประชุมทางเศรษฐกิจ หรือเทศกาลทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม การเดินขบวนแสวงบุญในวันอัรบะอีนถือเป็นปรากฏการณ์ที่มีเอกลักษณ์ เนื่องจากเกิดจากพลังแห่งศรัทธา มิใช่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการเมือง
ทุกปี ผู้ศรัทธานับสิบล้านคนเดินเท้าหลายสิบถึงหลายร้อยกิโลเมตรจากเมืองนะญัฟสู่เมืองกัรบะลาอ์ ประเทศอิรัก เพื่อรำลึกถึงการเสียสละของอิมามฮุเซน การเดินทางครั้งนี้สะท้อนถึงคุณค่าของความอดทน ความเสมอภาค ความเอื้อเฟื้อ และการยืนหยัดต่อความอยุติธรรม จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นการรวมตัวของผู้คนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ความหมายของอัรบะอีน
คำว่า "อัรบะอีน" (الأربعين) ในภาษาอาหรับหมายถึง "สี่สิบ" หมายถึง วันที่สี่สิบหลังจากเหตุการณ์อาชูรออ์ ซึ่งเป็นวันที่อิมามฮุเซนและบรรดาสหายถูกสังหาร ณ กัรบะลาอ์
เลขสี่สิบจึงมีความสำคัญในอิสลาม เช่น ศาสดามูซาได้รับโองการหลังจากครบสี่สิบคืน ศาสดามุฮัมมัดได้รับแต่งตั้งเป็นศาสดาเมื่ออายุสี่สิบปี
การไว้อาลัยผู้เสียชีวิตครบสี่สิบ ถือวันเป็นธรรมเนียมที่มีรากฐานในวัฒนธรรมอิสลาม
อัรบะอีนได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการรำลึก การฟื้นฟูอุดมการณ์ และการสืบทอดสาส์นแห่งการเสียสละของอิมามฮุเซน
ความเป็นมาของการเดินเท้าวันอัรบะอีน
ในประวัติศาสตร์ได้ระบุว่า ผู้ที่เดินทางไปเยี่ยมหลุมฝังศพของอิมามฮุเซนในวันอัรบะอีน เป็นคนแรก คือ ญาบิร อิบนุ อับดุลลอฮ์ อัลอันศอรี สหายของศาสดามุฮัมมัด
ต่อมาหลังจากครอบครัวของอิมามฮุเซนได้รับการปล่อยตัวจากการเป็นเชลย ได้เดินทางกลับมายังกัรบะลาอ์เพื่อรำลึกถึงบรรดาผู้พลีชีพ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของประเพณีการซิยาเราะฮ์อัรบะอีนที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
แม้ในยุคการปกครองของซัดดัม ฮุสเซน การเดินอัรบะอีนจะถูกห้ามอย่างเข้มงวด แต่หลังปี ค.ศ. 2003 ประเพณีดังกล่าวได้รับการฟื้นฟู และขยายตัวอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นมหกรรมระดับโลก

