รู้จักกับขบวนการซุฟยานี ตอนที่ 10
รู้จักกับขบวนการซุฟยานี ตอนที่ 10
พฤติกรรมซุฟยานีกับปฏิบัติการทางการเมือง: เมื่อความโหดร้ายถูกใช้เป็นอาวุธครองโลก
ในตอนที่แล้ว เรามองเห็นกลไกการเปลี่ยนอุดมการณ์ตักฟีรให้กลายเป็นกองกำลัง รวมถึงยุทธศาสตร์สองชั้นของมหาอำนาจในการใช้สงครามตัวแทนเข้าแทรกแซงภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้จะไม่สมบูรณ์ ถ้าเรามองเห็นเพียงโครงสร้างเบื้องหลัง แต่ไม่สามารถระบุร่องรอยของมันในภาคปฏิบัติการได้
คำถามต่อมาจึงอยู่ที่ว่า บนแผนที่เอเชียตะวันตก เราจะอ่านและแกะรอยกองกำลังเหล่านี้ได้อย่างไร? เมื่อถอดรหัสผ่านกรอบ “อุดมการณ์และสัญลักษณ์” จะพบว่า แบบแผนของฝ่ายอธรรมในประวัติศาสตร์มิได้สูญหายไปกับกาลเวลา แต่ยังปรากฏซ้ำภายใต้เงาของ “ซุฟยานี” ในรูปแบบของ “ปฏิบัติการทางการเมือง” ที่ถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำ มิใช่เพียงความคลั่งไคล้ไร้สติ ••
ฟื้นชีพฝ่ายอธรรม: เมื่อศัตรูครอบครัวศาสดาถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์
ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มตักฟีรีขวาจัด โดยเฉพาะเครือข่ายอัลกออิดะฮ์และ ISIS การโจมตีทางทหารมักดำเนินควบคู่กับการโจมตีทางอุดมการณ์อย่างเข้มข้น ผ่านวาทกรรมต่อต้านอิสลามชีอะฮ์ และอะฮ์ลุลบัยต์ (ครอบครัวของท่านศาสดา) ที่มุสลิมชีอะฮ์ยึดเหนี่ยว อย่างเป็นระบบ
สิ่งที่เผยใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขา คือการที่แกนนำและเครือข่ายนักเทศน์สุดโต่งรื้อฟื้นประวัติศาสตร์เพื่อยกย่องบุคคลที่เป็นศัตรูตัวฉกาจผู้กดขี่อะฮ์ลุลบัยต์ โดยเฉพาะในซีเรียช่วงปี 2014 เมื่อกลุ่มกบฏยึดครองพื้นที่ได้ มีการเปลี่ยนชื่อถนนหนทางสำคัญเป็นชื่อของอาชญากรในประวัติศาสตร์อิสลามอย่างโจ่งแจ้ง เช่น:
- ถนนอิบนีมุลญิม: ตั้งตามชื่อของชายผู้ลอบสังหารท่านอิมามอะลี (อ.) อิมามคนแรกของสายธารชีอะฮ์
- ถนนอุมัร อิบนิซะอัด: ตั้งตามชื่อแม่ทัพผู้นำกองกำลังบนีอุมัยยะฮ์เข้าสังหารหมู่ลูกหลานศาสดาที่กัรบาลา
- ถนนชิมร์ อิบนุ ซีญูชัน: ตั้งตามชื่อของชายผู้ลงมือเชือดศีรษะท่านอิมามฮูเซน (อ.) หลานรักของท่านศาสดา
การเชิดชูชื่อเหล่านี้ไม่ใช่การถกเถียงประวัติศาสตร์ แต่คือการประกาศเลือกยืนข้างฝ่ายอธรรมอย่างเป็นทางการ เพื่อฟอกขาวให้ผู้กดขี่ในอดีตกลับมาเป็นวีรบุรุษ และใช้ข้ออ้างเดียวกันนี้ กวาดล้างผู้สืบทอดเจตนารมณ์ความยุติธรรมของอะฮ์ลุลบัยต์ในโลกปัจจุบัน (กลุ่ม IRGC อิหร่าน ฮิซบุลเลาะฮ์เลบานอน อันซารุลลอฮ์เยเมน ฯลฯ) ถนนจึงไม่ใช่เพียงทางสัญจร แต่กลายเป็น “แถลงการณ์ทางอุดมการณ์” ว่าพื้นที่นี้อยู่ใต้ร่มเงาความทรงจำของผู้กดขี่
ความโหดร้ายที่ถูกสืบทอด: ปฏิบัติการลบศักดิ์ศรี ความทรงจำ และอัตลักษณ์
เมื่อพิจารณาพฤติกรรมของ ISIS และเครือข่ายตักฟีรีในภูมิภาคต่าง ๆ เราจะเห็นการลอกเลียนแบบความป่าเถื่อนในอดีตอย่างไม่ผิดเพี้ยน พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความโหดเหี้ยมเฉพาะหน้า แต่คือการรื้อฟื้น “ภาษาของฝ่ายอธรรม” ในอดีต (สายอำนาจบนีอุมัยยะฮ์ ที่สืบเชื้อสายมาจากอบูซุฟยาน) กลับมาฉายซ้ำในสนามการเมืองร่วมสมัย:
- การผ่าอกควักตับและหัวใจออกมากินสด ๆ: เลียนแบบพฤติกรรมของ “นางฮิน” (ภรรยาของอบูซุฟยาน) ที่เคยผ่าอกควักตับของท่านฮัมซะฮ์ (อ.) ลุงของท่านศาสดาในสงครามอุฮุด
- การฆ่าตัดศีรษะและเสียบประจาน: เลียนแบบความชั่วช้าของ “ยาซีด” (บุตรของมุอาวิยะฮ์/หลานของอบูซุฟยาน) ที่กระทำต่อท่านอิมามฮุเซน (อ.) หลานศาสดา และเหล่าผู้พลีชีพ
- การขุดศพซอฮาบะฮ์และทำลายหลุมฝังศพฝ่ายตรงข้าม: ก็สะท้อนแบบแผนของอำนาจในประวัติศาสตร์ยุคอุมัยยะฮ์ที่แม้ผู้ต-ายก็ยังไม่ยอมปล่อยให้สงบ ยังต้องตามลบหลู่และทำลายศักดิ์ศรีแม้หลังความต-าย
การมุ่งทำลายศาสนสถาน สุสาน และโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์ของชีอะฮ์ ซูฟี และชนกลุ่มน้อย ไม่ใช่เพียงการทำลายโครงสร้างอิฐหิน แต่เป็นการพยายามทำลาย "ความทรงจำร่วมทางอารยธรรม" ของชุมชน การกระทำความรุนแรงเหล่านี้ถูกฉายซ้ำและบันทึกภาพอย่างจงใจ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีพื้นที่สำหรับผู้เห็นต่าง ไม่มีสิทธิแม้จะมีความทรงจำ และผู้ที่ปฏิเสธจะยอมสยบจะต้องพบกับจุดจบที่โหดเหี้ยมที่สุด
กล่าวให้ถึงที่สุด พวกเขาไม่ได้เพียงฆ่-า แต่กำลัง “แสดงบทบาททางประวัติศาสตร์” ของฝ่ายอธรรมซ้ำอีกครั้ง ไม่ได้เพียงทำลายร่างกายของเหยื่อ แต่กำลังพยายามสังหารศักดิ์ศรี ความทรงจำ และรากเหง้าของผู้คนไปพร้อมกัน
เมื่อความป่าเถื่อนถูกใช้เป็นอาวุธ: ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารใต้เงาจักรวรรดิ
ข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของนักวิเคราะห์กระแสหลัก คือการอธิบายภาพความโหดร้ายป่าเถื่อนเหล่านี้ว่าเป็นเพียง "ความคลุ้มคลั่งศาสนาอย่างไร้เหตุผล" ทั้งที่ในหลายกรณี มันคือ “ยุทธศาสตร์การสื่อสารมวลชน (Strategic Communication)” และ “ปฏิบัติการข่าวสาร (Information Warfare)” ที่ถูกวางแผนมาอย่างละเอียดและมีชั้นเชิง
การถ่ายทอดสดภาพการตัดหัว การเผาทำลายสุสานประวัติศาสตร์ โบราณสถาน และการทรมานมนุษย์อย่างป่าเถื่อน ไม่ใช่เพียงผลจากอารมณ์ชั่ววูบ แต่ทำงานอย่างน้อย 4 ระดับพร้อมกัน:
1. ระดับแรก: ข่มขวัญคนในพื้นที่
เพื่อสร้างความหวาดกลัวจนไร้กะจิตกะใจจะต่อสู้ ทำให้ประชาชนยอมจำนน ปิดปาก และไม่กล้าสนับสนุนฝ่ายต้าน ภาพความตายที่โหดเกินมนุษย์จึงถูกใช้เป็นอาวุธแบบ “Shock and Awe” ไม่ใช่แค่ฆ่-าคนหนึ่ง แต่เพื่อทำให้คนอีกนับร้อยนับพันหมดเจตจำนงจะยืนหยัด
2. ระดับที่สอง: ยั่วยุสงครามนิกาย
การโจมตีหรือขุดทำลายสุสานศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรมทางศาสนา หรือขบวนแห่ของประชาชน คือปฏิบัติการจิตวิทยาที่มุ่งเป้ากระตุ้นความเจ็บแค้นทางอัตลักษณ์ เมื่อแผลทางประวัติศาสตร์ถูกกรีดซ้ำอย่างจงใจ ไฟแห่งความแค้นข้ามชุมชนก็พร้อมลุกลามทันที
3. ระดับที่สาม: ทำลายความทรงจำและรากเหง้า
เมื่อสุสาน มัสยิด หรือโบราณสถานถูกทำลาย ไม่ได้พังแค่อิฐหิน แต่พัง “หน่วยความจำของอารยธรรม” ไปพร้อมกัน ทำให้สังคมขาดราก ขาดเรื่องเล่าที่คอยผูกผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน และยิ่งง่ายต่อการจัดระเบียบใหม่ภายใต้ความหวาดกลัว
4. ระดับที่สี่: ผลิตและป้อนภาพจำ Islamophobia
เมื่อโลกเห็นแต่อิสลามในรูปของมีด ไฟ เลือด และซากหินพัง ความเข้าใจอันละเอียดอ่อนต่อศาสนานี้ก็ยิ่งเลือนหายไป และง่ายต่อการผลักชาวมุสลิมทั้งโลกเข้าไปอยู่ในกรงของความหวาดระแวง เปิดทางให้รัฐบาลตะวันตกออกกฎหมายควบคุมมุสลิม สอดส่องชุมชนมุสลิม และสร้างความชอบธรรมแก่การทำสงครามต่างแดน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมศัตรูจึงไม่พอใจกับการฆ่าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำลายศพ ทำลายสุสาน ตัดหัวประจาน และบันทึกภาพทุกอย่างไว้ต่อหน้ากล้อง เพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการแค่ชัยชนะในสนามรบ แต่ต้องการครอบครอง “การรับรู้” ของผู้คนทั้งในและนอกพื้นที่ไปพร้อมกัน ส่งสารด้วยเลือด ส่งสารด้วยซากศพ ส่งสารด้วยหินที่พังทลายลงมา และส่งสารด้วยภาพที่ออกแบบมาให้ทั้งโลกมองเห็น
ผลลัพธ์อันแสนเจ็บปวดต่อประชาชาติอิสลาม
เมื่อกลุ่มที่อ้างตนว่าเป็นผู้ปกป้องอิสลาม กลับเป็นผู้ผลิตความป่าเถื่อนป้อนสู่สื่อโลก ความเสียหายสูงสุดจึงตกอยู่กับชาวมุสลิมทั่วโลกโดยไม่มีข้อยกเว้น อิสลามถูกทำให้กลายเป็นเป้าสายตาแห่งความหวาดระแวง มุสลิมผู้บริสุทธิ์กลายเป็นแพะรับบาปในสังคมต่างแดน ในขณะเดียวกัน ความหมายของ “ญิฮาด” ซึ่งเป็นจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้กับระบบกดขี่และการขัดเกลาจิตใจ ก็ถูกบิดเบือนจนเหลือเพียงภาพของการฆ่าฟันอย่างไร้หัวใจ
สรุป: เมื่อภาพจริงสะท้อนคำทำพยากรณ์
จากพฤติกรรมทั้งหมดนี้ กลุ่มตักฟีรีสุดโต่งไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ทางศาสนาที่แท้จริง แต่เป็นแบบแผนของ “ซุฟยานีร่วมสมัย” ที่หยิบใช้ศาสนามาเป็นหน้ากาก และใช้ความโหดร้ายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสลายเอกภาพของผู้ศรัทธา พร้อมป้อนเชื้อไฟให้จักรวรรดินิยมผลิตกระแสเกลียดชังอิสลาม
การตามรอยสัญลักษณ์ของซุฟยานี จึงไม่ใช่การมองหาบุคคลในตำราประวัติศาสตร์ แต่คือการตระหนักรู้เท่าทันแผนการสมคบคิดในปัจจุบัน เมื่อกองกำลังหนึ่งยกย่องผู้สังหารอะฮ์ลุลบัยต์ ลอกเลียนความโหดเหี้ยมของสายอุมัยยะฮ์ และทำสงครามภายใต้ธงแห่งอิสลาม เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การแผ่ขยายอำนาจของผู้ล่าอาณานิคม — เมื่อนั้น กลิ่นอายของ “ซุฟยานี” ก็ปรากฏชัดเจนขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
โปรดติดตามตอนต่อไป

