เว็บไซต์ อิมาม อัลฮะซะนัยน์ (อลัยฮิมัสลาม)เพื่อคุณค่าและสารธรรมอิสลาม

รู้จักกับขบวนการซุฟยานี ตอนที่ 11

0 ทัศนะต่างๆ 00.0 / 5

รู้จักกับขบวนการซุฟยานี   ตอนที่ 11

 

 การส่งออกอิสลามแบบอเมริกัน: เมื่อรัฐ ทุน และจักรวรรดิร่วมกัน “ทำคลอด” ซุฟยานีร่วมสมัย

เมื่อพิจารณาความสุดโต่งในโลกอิสลามร่วมสมัย สิ่งที่เราต้องก้าวข้ามให้พ้นคือความเข้าใจแบบตื้นเขินที่มองว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นเพียงเพราะ “ตัวบทศาสนา” หรือ “คำเทศนาของโต๊ะครูบางคน” ในความเป็นจริง อุดมการณ์สุดโต่งจะไม่อาจเปลี่ยนภูมิภาคให้กลายเป็นทะเลสีเลือดได้เลย หากไม่มีโครงสร้างเชิงอำนาจค้ำจุนอยู่เบื้องหลัง

ปรากฏการณ์ “ซุฟยานีร่วมสมัย” จึงไม่ใช่เพียงเงาลึกลับในตำนาน หากคือ “สถาปัตยกรรมของอำนาจ” (Architecture of Power) ที่ทำให้คำเทศนาเดินทางได้ไกล มีงบประมาณ มีอาวุธยุทโธปกรณ์ และมีเวทีการเมืองระดับนานาชาติคอยรองรับ โดยค้ำจุนผ่าน 3 มิติหลัก ดังต่อไปนี้:

 (1) รัฐ และเทคโนโลยีการบิดเบือนศาสนา

เมื่ออุดมการณ์ได้รับการรับรองโดยรัฐ มันย่อมมีเครื่องมือบังคับใช้ครบวงจร ตั้งแต่สถาบันศาสนา ระบบการศึกษา ไปจนถึงกลไกความมั่นคง สถาบันศาสนาของรัฐทำหน้าที่ผลิตคำวินิจฉัย (ฟัตวา) เพื่อค้ำจุนผู้ปกครอง โดยตีตราการเรียกร้องความยุติธรรมหรือการประท้วงต่อต้านทรราชว่าเป็น "ฟิตนะฮ์" (ความวุ่นวายที่ต้องห้าม) ในขณะเดียวกันก็ออกฟัตวาประณาม พันธมิตรแห่งการยืนหยัดต่อสู้ (Resistance Axis) ที่ต่อสู้กับไซออนิสต์ว่าเป็น "พวกนอกรีต" เพื่อโดดเดี่ยวพวกเขาออกจากประชาชาติอิสลาม ปลดเปลื้องศาสนาจากการตรวจสอบอำนาจ แล้วนำไปใช้รับรองอำนาจแทน

◾️อีกหนึ่งตัวอย่างร่วมสมัยที่จับต้องได้ ในบริบทนี้ คือการจำกัดสัญลักษณ์และถ้อยคำเกี่ยวกับการปลดปล่อยปาเลสไตน์ในพื้นที่พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ โดยซาอุดิอาระเบีย เช่น ช่วงฮัจย์ หลังสงคราม 7 ตุลาคม ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความสงบและความเป็นระเบียบ แนวปฏิบัติเช่นนี้เผยให้เห็นว่า รัฐสามารถกำหนดให้ศาสนาเป็นพื้นที่ที่ปลอดจากเสียงของผู้ถูกกดขี่ เมื่อความทุกข์ของกาซาถูกมองว่าเป็น “การเมือง” มากกว่าจะเป็นพันธะทางศีลธรรมของประชาชาติ ศาสนาจึงถูกทำให้เงียบ มิใช่เพราะไร้คำสอนเรื่องความยุติธรรม แต่เพราะอำนาจรัฐเลือกปิดปากคำสอนเหล่านั้น

 (2) ทุนเปโตรดอลลาร์ค้ำจุนความสุดโต่ง

ทุนทำให้อุดมการณ์เดินทางข้ามพรมแดนได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะรายได้มหาศาลจากทรัพยากรน้ำมัน หรือ Petrodollar หลังวิกฤตการณ์ปี 1973 แม้มาตรการจำกัดน้ำมันในเวลานั้นจะเริ่มต้นในฐานะการตอบโต้ชาติตะวันตกที่สนับสนุนอิสราเอล แต่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจกลับทำให้รัฐน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียสะสมรายได้มหาศาลอย่างไม่เคยมีมาก่อน ความย้อนแย้งคือ ทุนที่เกิดจากภาพลักษณ์ของการท้าทายจักรวรรดิ ภายหลังกลับถูกใช้โดยระบอบที่ยังพึ่งพาตะวันตกในด้านความมั่นคง อาวุธ ระบบการเงิน และการค้ำประกันทางภูมิรัฐศาสตร์ น้ำมันจึงมิได้เป็นเพียงเครื่องมือต่อรองกับจักรวรรดิ หากในอีกด้านหนึ่งก็กลายเป็น “โซ่ตรวน” ที่ผูกระบอบท้องถิ่นเข้ากับระเบียบโลกแบบตะวันตก

▪️ทุนเหล่านี้ถูกแปลงสภาพเป็นเครื่องมือส่งออกลัทธิวาฮาบี-ตักฟีรี ผ่านการสร้างมัสยิด สถาบัน โรงเรียนศาสนา ทุนการศึกษา หนังสือแปล ศูนย์เผยแผ่ และเครือข่ายนักวิชาการทั่วโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เครือข่ายศาสนาที่ได้รับทุนในเอเชียใต้ แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสงครามอัฟกานิสถานในทศวรรษ 1980 ที่ทุน อาวุธ และวาทกรรมศาสนาถูกผสานเข้าด้วยกัน จนแนวคิดแบบแข็งกร้าวเติบโตในนามของการต่อสู้ศักดิ์สิทธิ์

▪️ผลสะท้อนของกลไกนี้ยังปรากฏในมาเลเซีย ซึ่งแม้มีภาพลักษณ์เป็นสังคมพหุวัฒนธรรมและเปิดพื้นที่ให้ผู้คนต่างความเชื่อดำรงอยู่ร่วมกัน แม้แต่การค้าขายและดื่มสุราก็เป็นที่อนุญาต แต่กลับมีเหตุการณ์ ที่ทางการรัฐสลังงอร์ได้บุกตรวจค้นพิธีรำลึกอาชูรอของชาวชีอะฮ์และจับกุมผู้เข้าร่วมบางส่วน เช่นในปี 2010 เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า ความเปิดกว้างทางสังคมมิได้หมายความว่าจะมีเสรีภาพทางนิกายอย่างเท่าเทียมกันเสมอไป เมื่ออุดมการณ์ศาสนาที่ถูกทำให้เป็นมาตรฐานเดียวได้รับการค้ำจุนผ่านสถาบันและกฎหมาย ความแตกต่างภายในอุมมะฮ์ก็อาจถูกทำให้กลายเป็นความผิด และพิธีกรรมไว้อาลัยต่ออิมามฮุเซน (อ.) จึงถูกปฏิบัติราวกับเป็นภัยต่อระเบียบศาสนาของรัฐ

ด้วยเหตุนี้ ความคิดจึงไม่ได้ขยายตัวด้วยเหตุผลเชิงธรรมะเพียงอย่างเดียว แต่เดินทางพร้อมระบบอุปถัมภ์ที่กำหนดว่าเสียงศาสนาแบบใดจะได้รับพื้นที่ และเสียงแบบใดจะถูกผลักให้เป็นชายขอบ
 (3) ยุทธศาสตร์จักรวรรดิและการสมยอมเชิงภูมิรัฐศาสตร์

เมื่ออุดมการณ์รัฐผสานเข้ากับตัวแปรระดับโลก มันได้กลายเป็นฟันเฟืองของระบบจักรวรรดินิยมตะวันตก นับจากข้อตกลงบนเรือรบ USS Quincy ปี 1945 ระหว่างสหรัฐฯ กับราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย ระบอบท้องถิ่นในอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะระบอบซาอุดีฯ ได้แลกเปลี่ยนบทบาทการเป็นผู้พิทักษ์ดุลอำนาจของสหรัฐฯ กับการค้ำประกันความมั่นคงของราชวงศ์ เมื่อผลประโยชน์ของรัฐสอดคล้องกับยุทธศาสตร์จักรวรรดิ ศาสนาก็ถูกนำมาใช้เพื่อแบ่งแยกผู้คนสกัดฝ่ายต้านทาน และเปลี่ยนความขัดแย้งทางการเมืองให้กลายเป็น “สงครามนิกาย” เพื่อบดบังความจริงที่ว่าสงครามมีรากมาจากความโลภในทรัพยากร

▪️ตัวอย่างร่วมสมัยที่สะท้อนประเด็นนี้อย่างชัดเจน คือ “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) ที่การปรับสัมพันธ์กับอิสราเอลถูกนำเสนอในนามสันติภาพ ความมั่นคง และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ขณะที่คำถามเรื่องปาเลสไตน์และการยึดครองถูกผลักให้เป็นประเด็นรอง เช่นเดียวกับ สงครามซีเรีย และ สงครามเยเมน ที่มักถูกอธิบายอย่างตื้นเขินว่าเป็นความขัดแย้งทางนิกาย ทั้งที่เบื้องหลังเกี่ยวพันกับดุลอำนาจ ฐานทัพ เส้นทางพลังงาน การค้าอาวุธ และการจัดระเบียบภูมิภาคตามผลประโยชน์ของมหาอำนาจ

สงครามระหว่างสองอิสลาม: หน้ากาก “American Islam” ในคราบซุฟยานี

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราต้องเข้าใจการแยกแยะอุดมการณ์ที่ อิมามโคมัยนี ผู้สถาปนาการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ได้วางรากฐานไว้ นั่นคือการปะทะกันระหว่าง “อิสลามบริสุทธิ์แบบมุฮัมมะดี” กับ “อิสลามแบบอเมริกัน” 

การแบ่งแยกนี้มิได้หมายความว่ามีอิสลามอยู่สองศาสนา แต่หมายถึง สองแนวทางในการตีความและทำให้ศาสนาปรากฏอยู่ในสังคม แนวทางหนึ่งมองอิสลามเป็นพลังแห่งความยุติธรรม การปลดปล่อย และการยืนหยัดต่ออำนาจอธรรม เป็นอิสลามที่แท้จริงตามคำสอนศาสดามูฮัมมัด (ศ็อลฯ) ขณะที่อีกแนวทาง กลับทำให้ศาสนากลายเป็นเครื่องมือที่เชื่องต่อผู้มีอำนาจ ทั้งสองฝ่ายอาจใช้ถ้อยคำและสัญลักษณ์ทางศาสนาเหมือนกัน แต่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงว่า ศาสนากำลังยืนอยู่ข้างใคร และรับใช้ผลประโยชน์ของผู้ใด

 อิสลามแบบอเมริกัน ในโลกยุคใหม่ จึงอาจถูกมองได้ว่าเป็นอวตารร่วมสมัยของ “อิสลามแบบซุฟยานีและมัรวานี”ในอดีต คำว่า ซุฟยานี ชี้ไปยังมรดกอำนาจของสายอุมัยยะฮ์ที่ผูกศาสนาเข้ากับการเมืองของราชวงศ์ ส่วน มัรวานี หมายถึงสายอำนาจที่สืบจากมัรวาน อิบนุ อัล-หะกัม ซึ่งในเชิงสัญลักษณ์ถูกใช้แทนศาสนาที่รับใช้บัลลังก์ รัฐ และการสืบทอดอำนาจ มากกว่าจะยืนหยัดต่อความยุติธรรม

ดังนั้น “อิสลามแบบซุฟยานีและมัรวานี” จึงมิได้หมายถึงศาสนาอีกศาสนาหนึ่ง หากหมายถึงศาสนาที่ถูกทำให้เป็นเครื่องมือของอำนาจรัฐ คงไว้เพียงเปลือกของพิธีกรรมและภาษาศักดิ์สิทธิ์ แต่ลดทอนหัวใจทางจริยธรรมและการเมือง จนศรัทธาไม่สามารถตั้งคำถามต่อการกดขี่ได้อีกต่อไป

อิสลามรูปแบบนี้ประกอบด้วย 2 สาขาหลัก:

(1) อิสลามแบบปฏิกิริยา (Reactionary Islam): เน้นความสุดโต่ง บิดเบือน และบ้าคลั่งเชิงพิธีกรรม มุ่งรักษารูปแบบภายนอกของศาสนา แต่ละเลยความยุติธรรม ความเมตตา และศักดิ์ศรีของมนุษย์ เมื่อความเคร่งครัดถูกตัดขาดจากปัญญา มันจะกลายเป็นความแข็งกระด้าง และเมื่อความศรัทธาถูกตัดขาดจากจริยธรรม มันจะกลายเป็นความเกลียดชัง กระทั่งความแตกต่างทางความคิดถูกยกระดับเป็นข้อกล่าวหาทางศาสนา นำไปสู่การตักฟีรและความรุนแรง

กลุ่มในแนวทางนี้อาจประกาศตนว่าเป็นผู้พิทักษ์ศาสนา แต่กลับหันอาวุธเข้าเข่นฆ่ามุสลิมด้วยกันเอง ทำลายสุสาน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และความทรงจำร่วมของประชาชน พวกเขาเปลี่ยนความขัดแย้งทางการเมืองให้เป็นสงครามนิกาย และเปลี่ยนศาสนาให้เป็นเครื่องมือสร้างความหวาดกลัวในหมู่ผู้ศรัทธา

ในระดับโครงสร้าง ความสุดโต่งเช่นนี้กลับเป็นประโยชน์ต่อมหาอำนาจ เพราะทำให้ประชาชนมุสลิมมองกันเองเป็นศัตรู แทนที่จะตั้งคำถามต่อผู้ครอบครองทรัพยากร ผู้กำหนดสงคราม และผู้แทรกแซงจากภายนอก ยิ่งอุมมะฮ์แตกแยกและทำลายกันเองมากเท่าใด อำนาจภายนอกก็ยิ่งควบคุมภูมิภาคได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

(2) อิสลามแบบฆราวาสนิยม (Secular Islam): เน้นการแยกศาสนาออกจากการเมืองและชีวิตสาธารณะ โดยจำกัดศาสนาไว้เพียงเรื่องส่วนบุคคล พิธีกรรม หรือศีลธรรมระดับปัจเจก เมื่อศาสนาถูกผลักออกจากคำถามเรื่องอำนาจ ทรัพยากร และความยุติธรรม ผู้ปกครองและมหาอำนาจก็สามารถดำเนินนโยบายต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องเผชิญคำถามทางศีลธรรมจากประชาชน

ศาสนาอาจได้รับอนุญาตให้พูดถึงการทำความดี การอดทน หรือความสงบ แต่ไม่ควรพูดถึงการปล้นทรัพยากร การกดขี่ประชาชน การแทรกแซงของต่างชาติ หรือสิทธิของผู้ถูกยึดครอง กล่าวคือ ศาสนายังมีพื้นที่อยู่ ตราบใดที่ไม่เป็นภัยต่อโครงสร้างอำนาจ

เมื่ออิสลามถูกทำให้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัว มันก็สูญเสียบทบาทในการปกป้องผู้ถูกกดขี่และตรวจสอบผู้ปกครอง ศาสนาที่เคยตั้งคำถามต่อฟิรอาวน์จึงเหลือเพียงคำสอนให้ประชาชนอดทนต่อฟิรอาวน์ และศาสนาที่เคยปลุกมนุษย์ให้มีศักดิ์ศรี ก็ถูกลดทอนเป็นเพียงเครื่องมือปลอบประโลมผู้คนภายใต้ระบบที่ไม่เป็นธรรม

 แม้สองแนวทางนี้จะดูอยู่คนละขั้ว — ฝ่ายหนึ่งเคร่งครัดและใช้ถ้อยคำรุนแรง อีกฝ่ายพูดถึงความทันสมัยและการแยกศาสนาออกจากการเมือง — แต่ในเชิงโครงสร้าง ทั้งสองกลับทำงานสอดคล้องกันได้ ฝ่ายหนึ่งทำลายเอกภาพของมุสลิมด้วยความเกลียดชังและความรุนแรง อีกฝ่ายทำให้มุสลิมหมดพลังในการตั้งคำถามต่อการเมืองและอำนาจ
 ผลลัพธ์จึงไม่ต่างกัน คือศาสนาถูกทำให้ไร้พลังในการต่อต้านอธรรม ฝ่ายหนึ่งทำให้อุมมะฮ์แตกแยกด้วยสงครามภายใน อีกฝ่ายทำให้อุมมะฮ์เฉยชาต่อการครอบงำจากภายนอก ทั้งสองจึงเป็นศาสนาที่ “สยบยอมต่ออธรรม แต่โหดร้ายต่อศรัทธาชน”

มันคือศาสนาที่ยอมจับมือกับสหรัฐฯ และนาโต้ ยอมอ่อนข้อให้ระบอบไซออนิสต์และมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่กลับทำสงครามเข่นฆ่าพี่น้องร่วมศรัทธา หรือสอนให้ประชาชนมองความอยุติธรรมเป็นเรื่องไกลตัว ตราบใดที่ผู้ปกครองยังรักษาภาพลักษณ์ของความสงบและเสถียรภาพไว้ได้

ในทางตรงกันข้าม “อิสลามที่แท้จริง” คือศาสนาที่ยืนอยู่ข้างผู้ถูกกดขี่ (มุสตัดอะฟีน) ไม่เกรงกลัวมหาอำนาจ และปฏิเสธการสยบยอมต่อผู้ปกครองที่ฉ้อฉล เป็นอิสลามที่เชื่อมโยงศรัทธาเข้ากับความรับผิดชอบต่อสังคม เชื่อมโยงเตาฮีดเข้ากับการปฏิเสธอำนาจเทียม และมองว่าความสงบที่ตั้งอยู่บนการกดขี่ มิใช่สันติภาพ หากเป็นเพียงความเงียบงันภายใต้การกดขี่

 ดังนั้น การต่อสู้ระหว่างสองอิสลามจึงไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางเทววิทยา แต่คือการต่อสู้เพื่อกำหนดว่า ศาสนาจะเป็น “พลังแห่งการปลดปล่อย” หรือเป็น “เครื่องมือของการสยบยอม” จะยืนอยู่ข้างผู้ถูกกดขี่ หรือปกป้องผู้กดขี่ภายใต้หน้ากากแห่งศรัทธา

กล่าวโดยสรุป เมื่อมองผ่านกรอบคิดเรื่อง “อิสลามแบบอเมริกัน” ของอิมามโคมัยนี เราจะเห็นว่าอุดมการณ์ซุฟยานีร่วมสมัยมิได้แพร่กระจายด้วยคำสอนทางศาสนาเพียงลำพัง หากถูกส่งออกผ่านกลไกที่ประสานกันอย่างเป็นระบบ คือ  “รัฐ” ที่ผลิตความชอบธรรมและควบคุมเสียงศาสนา, “ทุนเปโตรดอลลาร์” ที่หล่อเลี้ยงเครือข่ายสถาบันและนักวิชาการ, และ “จักรวรรดิ” ที่จัดวางภูมิรัฐศาสตร์ให้ความขัดแย้งถูกอ่านผ่านกรอบนิกายมากกว่าความยุติธรรม ด้วยเหตุนี้ “อิสลามแบบอเมริกัน” จึงมิใช่เพียงแนวคิดทางเทววิทยา แต่คือรูปแบบของศาสนาที่ถูกทำให้เดินทางไปพร้อมอำนาจ ทุน และผลประโยชน์ร่วมกันกับอำนาจนอก จนศาสนาที่ควรปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือทำให้ประชาชาติ (อุมมะฮ์)แตกแยก เพิกเฉย และสยบยอมต่อระเบียบอธรรม

โปรดติดตามตอนต่อไป

กรุณาแสดงความคิดเห็นด้วย

ความคิดเห็นของผู้ใช้งานทั้งหลาย

ไม่่มีความคิดเห็น
*
*

เว็บไซต์ อิมาม อัลฮะซะนัยน์ (อลัยฮิมัสลาม)เพื่อคุณค่าและสารธรรมอิสลาม