เว็บไซต์ อิมาม อัลฮะซะนัยน์ (อลัยฮิมัสลาม)เพื่อคุณค่าและสารธรรมอิสลาม

รู้จักกับขบวนการซุฟยานี ตอนที่ 12 - ตอนจบ

0 ทัศนะต่างๆ 00.0 / 5

รู้จักกับขบวนการซุฟยานี ตอนที่ 12 - ตอนจบ 

 

การเผชิญหน้าของซุฟยานี: ยุทธศาสตร์สงครามพันทางสำหรับหน่วยความมั่นคง และปราการแก่ผู้ศรัทธา 

ตลอดการเดินทางของซีรีส์ชุดนี้ ภาพที่แจ่มชัดได้เผยตัวออกมาว่า "ขบวนการซุฟยานี" ในโลกยุคปัจจุบันมิใช่เพียงตำนานในหน้าประวัติศาสตร์ แต่คือชุดปฏิบัติการที่ซับซ้อนของกลไกการเมืองและยุทธศาสตร์อำนาจ ซึ่งเมื่อบูรณาการเข้าด้วยกัน ก็ปรากฏเป็น “ระบบปฏิบัติการสงครามพันทาง” (Hybrid Warfare) ที่ขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายข่าวกรอง การสนับสนุนทางการเงินข้ามชาติ ปฏิบัติการข่าวสารขนาดยักษ์ และการใช้ความสุดโต่งทางความเชื่อเป็นอาวุธ 

การตีความเครือข่ายกลุ่มวะฮาบีตักฟีรี ในฐานะผู้สืบทอดอุดมการณ์ซุฟยานีในวันนี้ ว่าเป็นเพียง “คนคลั่งศาสนา” จึงเป็นความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์อย่างร้ายแรง เพราะแท้จริงแล้ว พวกเขาคือหน้าฉากของกองทัพเงาที่ถูกชักใยอย่างเป็นระบบ เพื่อแปรศรัทธาอันบริสุทธิ์ให้กลายเป็นเชื้อเพลิงในเกมแย่งชิงทรัพยากรและอำนาจของมหาอำนาจ

เพื่อไม่ให้การวิเคราะห์ตกเป็นเรื่องทฤษฎีสมคบคิดลอยๆ เราสามารถตั้งคำถามที่ง่ายที่สุด ผ่านหลักคิด  Cui Bono เครื่องมือตั้งคำถามเชิงยุทธศาสตร์ร่วมสมัย ได้ว่า: “เมื่อเครือข่ายอำนาจ และกลุ่มติดอาวุธ ที่สืบทอดแบบแผนอิสลามของบนีอุมมัยยะฮ์ (ซุฟยานี) ก่อสงคราม ผลลัพธ์สุดท้ายไปตกอยู่ที่ใคร?” — คำตอบเชิงประจักษ์จะปรากฏทันทีในสามรูปธรรม: 

(1) การสร้างสภาวะความขัดแย้งที่ควบคุมได้ (Managed Chaos): เครือข่ายนี้ถูกใช้เพื่อทำให้โครงสร้างรัฐในท้องถิ่นแตกแยก อ่อนแอ และบีบให้ต้องพึ่งพาอิทธิพลความมั่นคงจากภายนอก

(2) การบั่นทอนกระแสการต่อต้าน: พวกเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือตัดเส้นทางลำเลียงและบั่นทอนกำลังของแนวร่วมแห่งการต่อต้านการครอบงำของตะวันตกและระบอบไซออนิสต์ในภูมิภาค (Axis of Resistance)

(3) การเว้นว่างศัตรูที่แท้จริง: กลุ่มที่อ้างตัวว่าสถาปนารัฐศาสนาเหล่านี้กลับไม่เคยโจมตีเชิงยุทธศาสตร์ต่อระบอบไซออนิสต์หรือฐานทัพจักรวรรดินิยมเลย แต่กลับมุ่งประหัตประหารมุสลิมและผู้บริสุทธิ์ในท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้คือข้อพิสูจน์ว่าพวกเขามิใช่อะไรอื่น นอกเหนือจากแขนขาภาคสนามที่ทำงานสอดรับกับความต้องการของมหาอำนาจอย่างไร้รอยต่อ

โครงสร้างความร่วมมือและหน้ากากแห่งคุณธรรม 

ขบวนการซุฟยานีร่วมสมัยจึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดไม่ได้มาในรูปแบบของศัตรูที่เปิดเผยตรงไปตรงมา แต่มาในคราบของศัตรูที่สวมบทบาทเป็นผู้เคร่งครัดในคุณธรรม การวิเคราะห์ภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21 จึงจำเป็นต้องบูรณาการกรอบการมองอย่างน้อย 4 มิติ เข้าด้วยกันอย่างแยกขาดไม่ได้ ได้แก่: 

(1) มิติทางอุดมการณ์และศาสนา ที่ถูกบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง 
(2) มิติของรัฐผู้อุปถัมภ์ ที่คอยสนับสนุนทรัพยากรอยู่เบื้องหลัง 
(3) มิติภูมิรัฐศาสตร์ ของมหาอำนาจตะวันตกและพันธมิตรที่แสวงหาการครอบงำ 
(4) มิติของพลังความเชื่อเชิงประวัติศาสตร์ ที่ถูกนำมาปลุกระดมเพื่อขับเคลื่อนมวลชน

 เมื่อใดก็ตามที่การวิเคราะห์ขาดมิติใดมิติหนึ่งไป เราจะไม่สามารถเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่า เหตุใดสงครามในดินแดนแห่งนี้จึงเป็นสมรภูมิที่จะตัดสินว่าแนวคิดแบบใดจะเป็นตัวแทนผู้กำหนดทิศทางและอนาคตของโลกมุสลิมอย่างแท้จริง เพราะสงครามที่เผาไหม้ตะวันออกกลางไม่ได้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางศรัทธาโดยแท้จริง แต่เกิดจากกระบวนการแปลงศรัทธาให้กลายเป็นเชื้อเพลิงสงคราม ตราบใดที่ประชาชาติยังไม่รู้เท่าทันกลยุทธ์ “แบ่งแยกแล้วปกครอง” (Divide & Conquer)ของมหาอำนาจ และยังมองไม่เห็น “มือที่มองไม่เห็น” ซึ่งคอยส่งอาวุธและชี้เป้าหมายอยู่เบื้องหลัง มหาอำนาจก็ยังคงสามารถวาดแผนที่ผลประโยชน์ของตนทับบนชีวิตผู้บริสุทธิ์ และซากปรักหักพังของประเทศอื่นได้ต่อไป

บะศีรัต (ทัศนะญาณ): ปราการป้องกันการตกเป็นเครื่องมือสำหรับประชาชาติ 

ในสมรภูมิที่ศัตรูสวมหน้ากากเป็นผู้เคร่งครัด อาวุธที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ปืนหรือมิสไซล์ แต่คือ “บะศีรัต” หรือทัศนะญาณทางจิตวิญญาณและการเมือง บะศีรัตไม่ใช่แค่การมีข้อมูลเยอะหรือการคิดเก่ง แต่คือความสามารถในการมองทะลุวาทกรรมสวยหรูไปสู่ผลลัพธ์จริง ผู้ที่มีบะศีรัตจะไม่ตัดสินคนจากเพียงคำพูดหรือภาพลักษณ์ภายนอก แต่จะตั้งคำถามสำคัญอยู่เสมอ: 

- การกระทำทางศาสนาหรือการเมืองนี้ สร้างความสมานฉันท์หรือสร้างความแตกแยก? 
- คำพูดและท่าทีเหล่านี้นำไปสู่การปลดแอกผู้บริสุทธิ์ หรือแท้จริงแล้วกำลังรับใช้ผลประโยชน์ของมหาอำนาจ ศัตรูศาสนา? 

 หากปราศจากบะศีรัต ผู้ศรัทธาอาจหลงกลกลายเป็น “ทหารเลว” หรือ “ผู้สนับสนุน” ขบวนการซุฟยานี ทั้วรู้ตัวและไม่รู้ตัว โดยหลงคิดว่าตนกำลังต่อสู้เพื่อพระเจ้า ทั้งที่ในความเป็นจริงกำลังสูญเสียเพื่อรักษาอำนาจให้แก่ผู้กดขี่ สภาวะการลวงตานี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ ณ สมรภูมิกัรบาลา (ค.ศ.680) เมื่อกองทัพของยาซีดที่ยกมาล้อมสังหารหมู่อิมามฮุเซน (อ.) หลานชายของท่านศาสดา และวงศ์วาน พวกเขาไม่ได้ประกอบด้วยผู้ปฏิเสธพระเจ้าที่เปิดเผย พวกเขาคือคนที่นมาซและถือศีลอด แต่ถูกวาทกรรมของสถาบันอำนาจบนีอุมัยยะฮ์หลอกลวงให้เชื่อว่า การสังหารอิมามฮุเซน (อ.) คือการสังหารเพื่อ “ปกป้องประชาชาติ”

แนวทางปฏิบัติและดุลยพินิจเชิงยุทธศาสตร์ 

ดังนั้น การต่อสู้กับขบวนการซุฟยานี ในฐานะ “อิสลามแบบอเมริกัน” จึงไม่อาจจบลงได้ด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องดำเนินไปพร้อมกับการสถาปบะศีรีตในจิตใจของมวลชน ผ่านวิถีปฏิบัติที่สำคัญ เช่น
 การยึดมั่นและยืนหยัดร่วมกับระบบวิลายัตในแนวทางของอะฮ์ลุลบัยต์ (ครอบครัวศาสดา) อันเป็นดั่งการเดินตามทิศทางของผู้นำที่มีบะศีรัตและวิสัยทัศน์ที่แหลมคม
 การแยกแยะเพื่อออกห่าง และเผชิญหน้ากับบุคคลหรือกลุ่มทางความคิดที่พฤติกรรมของพวกเขาสร้างความพึงพอใจและเป็นประโยชน์ให้แก่ศัตรูของศาสนาและอุดมการณ์อย่างมีนัยสำคัญ 
 การฝึกฝนทักษะการลำดับความสำคัญของภารกิจ และการขับเคลื่อนตามหลักการของอิมามอะลี (อ.) ที่ได้เตือนสติว่า 
لَيْسَ الْعَاقِلُ مَنْ يَعْرِفُ الْخَيْرَ مِنَ الشَّرِّ، وَلَكِنَّ الْعَاقِلَ مَنْ يَعْرِفُ خَيْرَ الشَّرَّيْنِ
"ผู้มีสติปัญญามิใช่ผู้ที่สามารถแยกแยะเพียงแค่ความดีออกจากความชั่วได้ แต่เป็นผู้ที่สามารถแยกสองความชั่วร้ายออกจากกันได้ว่า สิ่งไหนที่ให้โทษน้อยกว่า“ (มีซานุลฮิกมะฮ์ เล่ม 3 หน้า 2047)

ในยุคแห่งฟิตนะฮ์ (ความโกลาหล บิดเบือน) อันซับซ้อน การทำความดีโดยปราศจากการลำดับความสำคัญหรือขาดบะศีรัต อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ย้อนกลับมาทำร้ายสังคมได้โดยไม่รู้ตัว หลักคิดนี้จึงเปรียบเสมือนเข็มทิศเตือนใจ: เมื่อความชั่วร้ายโหมกระหน่ำ เราต้องไม่อดรนทนไม่ได้จนรีบตอบโต้อย่างไร้ทิศทาง เพราะหากปราศจากความอดทนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อประเมินสถานการณ์ สิ่งชั่วร้ายใหม่ที่เข้ามาแทนที่อาจร้ายกาจยิ่งกว่าเดิม การก้าวผ่านบททดสอบนี้จึงต้องอาศัยวิจารณญาณในการเลือก "หนทางที่ให้โทษน้อยที่สุด" เพื่อประคับประคองให้อุปสรรคในวันนี้ ไม่กลายเป็นมหันตภัยที่บั่นทอนประชาชาติในอนาคต

 บทสรุป: การถอดหน้ากากและชัยชนะที่แท้จริง

เมื่อผู้คนเริ่มมองเห็นแผนที่อำนาจที่แท้จริง หน้ากากแห่งศรัทธาที่ขบวนการซุฟยานีสวมอยู่จะถูกถอดออก ศรัทธาปลอมที่สร้างขึ้นบนฐานของความเกลียดชังและการสยบยอมจะค่อยๆ ล่มสลายลง เมื่อเผชิญหน้ากับความจริง การเฝ้ารอชัยชนะเหนือขบวนการซุฟยานีตามคำพยากรณ์ จึงไม่ใช่การนั่งรอปาฏิหาริย์อย่างสิ้นหวัง หากแต่คือการร่วมกันสร้างความตื่นรู้ การเปิดโปงโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรม และการยึดมั่นในสัจธรรมแห่งการปลดแอก

 นี่คือสมรภูมิแห่งยุคสมัยที่เรียกร้องให้เราทุกคนต้อง “ติดอาวุธทางปัญญา” เพื่อไม่ให้ศาสนาอันบริสุทธิ์ถูกแปรรูปเป็นอาวุธของจักรวรรดิอีกต่อไป เพราะซุฟยานีร่วมสมัยไม่ได้เติบโตจากมัสยิดเพียงอย่างเดียว แต่มันเติบโตจากการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของฟัตวา รัฐ ทุน และยุทธศาสตร์จักรวรรดิ

 ท้ายที่สุด บทเรียนการทำลายประชาชาติอิสลามจากบนีอุมัยยะฮ์ จึงไม่เคยเป็นเพียงประวัติศาสตร์ และคำเตือนจากอัลกุรอานที่พระองค์ทรงตรัสสาปแช่งว่า “ความวิบัติจงมีแด่ผู้นมาซ” (107:4) ก็ไม่เคยเป็นเพียงถ้อยคำสำหรับการอ่านผ่าน เพราะทุกยุคสมัยล้วนมีผู้นมาซที่ยืนอยู่ข้างอธรรม และทุกยุคสมัยก็ล้วนมีอำนาจที่ต้องการให้ศาสนาพูดแทนตน การแยกแยะ "อิสลามแท้" ออกจาก "อิสลามซุฟยานีสวมหน้ากากอเมริกัน" จึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สุดในการเข้าใจสงครามในโลกมุสลิม ซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมต่อมนุษยชาติทั่วโลกในวันนี้

ขอขอบคุณ เพจซัยยิดสุไลมาน ฮุซัยนี

กรุณาแสดงความคิดเห็นด้วย

ความคิดเห็นของผู้ใช้งานทั้งหลาย

ไม่่มีความคิดเห็น
*
*

เว็บไซต์ อิมาม อัลฮะซะนัยน์ (อลัยฮิมัสลาม)เพื่อคุณค่าและสารธรรมอิสลาม