พื้นฐานอิสลาม

พื้นฐานอิสลาม8%

พื้นฐานอิสลาม ผู้เขียน:
กลุ่ม: ห้องสมุดหลักศรัทธา

พื้นฐานอิสลาม
  • เริ่มต้น
  • ก่อนหน้านี้
  • 354 /
  • ถัดไป
  • สุดท้าย
  •  
  • ดาวน์โหลด HTML
  • ดาวน์โหลด Word
  • ดาวน์โหลด PDF
  • ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม: 28783 / ดาวน์โหลด: 5685
ขนาด ขนาด ขนาด
พื้นฐานอิสลาม

พื้นฐานอิสลาม

ผู้เขียน:
ภาษาไทย

พื้นฐานอิสลาม

ผู้เขียน  อัลลามะฮ์ ซัยยิด มุฮัมมัด ฮุเซน ฏอบาฏอบาอีย์

บทที่ ๑

ความจำเป็นในการแสวงหาศาสนา

คนกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า เขาไม่มีหน้าที่ต้องแสวงหาแนวทางการดำเนินชีวิต (ศาสนาหรือดีน) เขาคิดว่ามีความจำเป็นอันใดหรือที่ทำให้เขาต้องคิดคำนึงในเรื่องราวของศาสนาด้วย?

เราจะเปิดเผยให้เห็นถึงความคิดที่ผิดพลาดของพวกเขาด้วยข้อความข้างล่างนี้ และจะพูดถึงความจำเป็นในการที่ต้องแสวงหาศาสนาจาก

 ๒ เหตุผลด้วยกันกล่าวคือ

๑. ตามคำสั่งของสติปัญญา มนุษย์ทุกคนจักต้องรู้จัก และทำการขอบคุณผู้ที่ทำดีต่อเขา

๒. สติปัญญาสอนให้เรารู้ถึงความจำเป็นจะต้องสกัดกั้นอันตรายและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น ถึงแม้จะเป็นเพียงการคาดเดาว่าอาจจะเกิดขึ้นก็ตาม

บทวิเคราะห์ถึงสองเหตุผลดังกล่าวข้างต้น

๑. หน้าที่ในการรู้จักการขอบคุณ

เราทุกคนได้ประสบกับคุณูปการแห่งการมีชีวิตในโลกนี้หลายอย่างด้วยกัน ระบบย่อยอาหาร ระบบหายใจ หัวใจ และอวัยวะภายในอื่นๆ ของร่างกายเราทุกส่วนมีค่ามหาศาลเกินกว่าการคิดคำนวณใด แม้กระทั่งความรู้ของเราเสียอีก

 แสงจากดวงอาทิตย์ การมีอยู่ของพืชพรรณต่าง ๆ แร่ และสสารต่าง ๆ ที่ยังอยู่ในดิน ทั้งหมดนี้คือ ความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ซึ่งเราสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากมันได้ด้วยความรู้ และกำลังที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้แก่มนุษย์และที่เหนือไปกว่านั้นก็คือ สติปัญญา และมันสมองอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์นั่นเองที่บดขยี้ภูเขาลูกใหญ่ ๆลง จากน้ำและแร่เหล็กต่าง ๆ

เขาได้สร้างพลังงานมหาศาลและสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ขึ้นมากมาย

ถึงตรงนี้อาจมีคำถามว่า เราไม่ควรจะรู้จักผู้ให้คุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่และทำการขอบคุณต่อเขากระนั้นหรือ ?

หากชายใจบุญคนหนึ่งชอบช่วยเหลือคนรับเอาทารกคนหนึ่ง ซึ่งพ่อแม่จากเขาไปตั้งแต่เกิดไว้เป็นบุตรบุญธรรม เขาได้จัดหาปัจจัยยังชีพทุกอย่างให้แก่เด็กน้อย ให้ความรัก ความเอ็นดู ฟูมฟักเด็กน้อยนั้น

 และเมื่อเด็กน้อยโตขึ้นเขาก็จัดหาครูและตำรับตำราเรียนให้

มอบทรัพย์สมบัติให้แก่เขา รับผิดชอบเด็กน้อยคนนี้ทุกอย่าง

เด็กน้อยคนนี้ไม่มีหน้าที่ต้องรู้จักตัวของผู้มีพระคุณคนนี้ และขอบคุณเขากระนั้นหรือ ?

 ดวงจิตของเขาที่เต้นเร้าอยู่ไม่มีหน้าที่ต้องสำนึกในบุญคุณอันใหญ่หลวงนี้ดอกหรือ ?

ในสนามแห่งการดำรงชีพ เรามีหน้าที่ที่จะต้องคำนึงถึงความโปรดปรานทั้งมวลที่มีอยู่ และเมื่อนั้นเราก็จะรู้จักผู้ประทานความโปรดปราน และพระผู้สร้างเราขึ้นมา

ด้วยเหตุนี้เอง ความเพียรพยายามในการให้ได้มาซึ่งแนวทางการปฏิบัติ (ดีน) อันถูกต้อง คือความต้องการของปัญญานั่นเอง

ผู้ใดที่ยังไม่พบแนวทางอันเป็นสัจธรรม ยังอยู่ในหนทางอันมืดมนไร้ทิศทาง เขาจะต้องไมหยุดนิ่ง เขาจะต้องทำความรู้จักกับแนวทางที่เป็น

สัจธรรม และศาสนาอันเที่ยงแท้ด้วยหลักการและเหตุผลที่มั่นคงและแน่นอน เมื่อไรที่เขาได้รับน้ำเลี้ยงแห่งจิตวิญญาณ และศาสนาที่เที่ยงตรงแล้ว เขาก็จะต้องสำนึกและขอบคุณต่อพระผู้สร้างด้วยหัวใจที่สงบนิ่ง เยือกเย็น และชาญฉลาด

๒. การสกัดกั้นอันตรายและผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

หากเด็กน้อยคนหนึ่งพูดกับท่านว่า “แมงป่องเข้าไปในเสื้อของท่าน” ท่านคงต้องรีบกระโดดโหยง ถอดเสื้อออกทันที แล้วตรวจดูทุกซอกทุกมุมของเสื้อตัวนั้นเพื่อหาแมงป่องตัวนั้นให้ได้ หรือไม่ก็จนกว่าจะมั่นใจว่ามันไม่ได้อยู่ในเสื้อของท่าน

ในการเดินทางยาค่ำคืนหนึ่ง ท่านได้ยินข่าวว่ามีพวกโจรดังซุ่มอยู่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากท่านไม่รู้จักทางอื่นที่มั่นใจได้ ท่านก็จะไม่ยอมออกไปโดยเด็ดขาด

ตัวอย่างข้างบนทำให้เกิดความกระจ่างว่า การสกัดกั้นอันตรายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งจำเป็นตามสามัญสำนึก แต่อาจเป็นไปได้ว่าอันตรายเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจไม่มีใครสนใจ แต่ถ้ามันร้ายแรงถึงขนาดเป็นอันตรายต่อชีวิตละก็แน่นอน เขาไม่อาจจะมองข้ามไปได้เลย

อันตรายที่ร้ายแรงที่สุด

ในประวัติศาสตร์การดำรงอยู่ของมนุษย์ เราได้รู้จักกลุ่มบุคคลหนึ่งที่มีชื่อเสียงในด้านการรักษาสัตย์ พูดจริง และปฏิบัติการงานที่ดี

พวกเขาได้แนะนำตัวเองว่าเป็นทูตมาจากพระผู้เป็นเจ้า ได้เรียกร้องเชิญชวน

ประชาชนสู่การเชื่อมั่นและรู้จักพระองค์ รวมทั้งให้ปฏิบัติการงานหนึ่งตามพระประสงค์ของพระองค์ จากผลของความบากบั่นเพียรพยายามอย่างเหนื่อยยากของบุคคลเหล่านี้ ทำให้มีผู้คนหลายกลุ่มชน และเผ่าพันธุ์ทั่วโลก

ทุกมุมโลกมุ่งตรงมายังพวกเขา ซึ่งทำให้การถือกำเนิดของท่านนบีอีซา(อฺ) กลายเป็นการเริ่มต้นศักราชของชาวคริสต์ ส่วนฮิจญ์เราะฮฺ(การอพยพจากมักกะสู่มะดีนะ) ของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) ก็ถูกนับว่าเป็นการเริ่มต้นศักราชของชาวมุสลิมนั่นเอง

ต่อไปเราจะถามตัวเราว่า คำพูดของทูตผู้สื่อสาส์นเหล่านี้ซึ่งได้เชิญชวนประชาชนสู่ศาสนาและการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพวกเขา ได้ย้ำเตือนคนเหล่านั้นให้เกรงกลัวการลงทัณฑ์จากผลแห่งการกระทำชั่ว และการถูกพิพากษาในศาลตัดสินความอันยิ่งใหญ่ ณ เบื้องหน้าพระพักตร์ของ

ผู้พิพากษา ผู้ทรงปรีชาญาณ และเต็มไปด้วยความยุติธรรม แล้วงกำชับให้เกรงกลัวต่อความสับสนยุ่งยากแห่งวันตัดสิน การถูกลงโทษ และเสียงโหยหวน ในวันนั้นไม่อาจเทียบได้กับคำบอกเล่าของเด็กน้อยคนหนึ่งดอกหรือ ? สำหรับเรามันยังไม่ทำให้นึกถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้กระนั้นหรือ ?

เป็นการถูกต้องแล้วหรือ? ที่เราจะไม่สนใจถ้อยคำ และการกระทำของคนมีศาสนาที่แท้จริงเล่านั้น ทั้งๆที่เขาเหล่านั้นได้ยืนหยัดในความเชื่อมั่นที่ตัวเองมีอยู่และไม่เคยละละความพยายาม และการเสียสละเลย ?

เป็นที่ชัดเจนว่า หากถ้อยคำของผู้สื่อสาส์นเหล่านี้ไม่อาจสร้างความมั่นใจได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์สำหรับมนุษย์ละก็ อย่างน้อยความคิดหนึ่งก็อาจผุดขึ้นมาว่า “เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะพูดจริงก็ได้” ถ้าหากเป็นจริงตามที่

บรรดาผู้สื่อสาส์นเหล่านั้นกล่าวละก็ หน้าที่ของเราคืออะไร? เราจะมีคำตอบอะไรต่อหน้าศาลอันทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมของพระผู้อภิบาล

ณ ที่นี้เองที่สามัญสำนึกบอกว่าการหยุดยั้งและสกัดกั้นภยันตรายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เราต้องกระทำ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องแสวงหา“ดีน” (ศาสนา)

ยิ่งไปกว่านั้น การที่พวกเขาเชิญชวนสู่การดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยและตามหลักมนุษยธรรม อีกทั้งยังกล่าวว่าหลังจากความตายยังมีโลกที่กว้างใหญ่ไพศาล และความโปรดปรานอันไร้ของเขตรอคอยผู้ทำดีอยู่ และ

พวกเขายังแจ้งให้ทราบว่า ณ ที่นั้นจะไม่ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความทุกข์ระทม ความกังวลใจและความหวาดกลัวใด ๆ ทั้งสิ้น

สติปัญญาของเราเปิดโอกาสให้ละเลยข่าวสำคัญเหล่านั้นกระนั้นหรือ? เราไม่ควรให้ความสำคัญต่อสัญญาณอันตรายที่ว่าบาปและการดื้อดึงนั้นมีโทษทัณฑ์รออยู่กระนั้นหรือ? เราจะไม่สนใจต่อการแสวงหาศาสนา (ดีน) และพิจารณาเรื่องนี้ดูบ้างดอกหรือ ?

บทที่ ๒

มารู้จักสิ่งที่ไม่อาจสัมผัสได้

เมื่อเราจ้องมองไปที่อาคารสวยงามตระการตาใหญ่โตมโหฬาร

 เราเข้าใจได้อย่างง่ายๆ ว่า วิศวกรและผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารนี้มีความชำนาญเป็นพิเศษเฉพาะทาง จากการเห็นอาคารที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ทำให้คิดไปถึงความรู้และวิทยาการของผู้สร้างมัน เช่นเดียวกันเมื่อเราดูเครื่องยนต์ เครื่องบิน คอมพิวเตอร์และสิ่งประดิษฐ์ทีถูกคิดค้นขึ้นมา และผู้สร้างสิ่งเหล่านี้ เราจะพิจารณาอยู่ตรงที่ความรู้ความสามารถของพวกเขานั้น

ไม่มีความจำเป็นอันใดที่เราจะต้องเห็นผู้สร้างอาคาร และผู้ประดิษฐ์ต่างๆ ด้วยตาของเราเอง แล้วถึงจะเชื่อว่ามันมีอยู่จริง ในที่สุดถึงแม้ว่าเราได้ประจักษ์ด้วยตาก็ไม่อาจรับรู้ถึงความรู้ของพวกเขาด้วยประสาทสัมผัสภาพนอกได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม เราก็เชื่อในภูมิความรู้ของพวกเขา ทำไมละ? ก็เพราะว่าความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสมบูรณ์ในสิ่งที่ถูกสร้างของพวกเขาที่เห็นนั้นทำให้เราเข้าใจได้ถึงภูมิความรู้ของผู้สร้าง

 จากตรงนี้เราได้บทสรุปที่ว่า ไม่มีความจำเป็นอันใดเลยต่อการที่เราต้องการรู้ว่าสิ่งนั้นมีอยู่ โดยอาศัยการเป็นและประสาทสัมผัสธรรมดา

แต่ยังมีของอีกมากมายที่ไม่อาจถูกเข้าใจด้วยกับประสาทสัมผัสภายนอกได้เลย ทว่า...ด้วยกับการพินิจพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนต่อผลที่มันได้แสดงออกมา จะทำให้รู้ถึงการมีอยู่ของมันได้ทันที คนที่มีสติปัญญานั้นด้วยกับการสังเกตและเอาใจใส่เพียงเล็กน้อย เขาก็จะพบว่าไม่มีผลอันใดที่จะเกิดขึ้นโดยปราศจาก “เหตุ” หรือ “ผู้ให้กำเนิดผล” นั้น และไม่มีสิ่งใดที่สมบูรณ์เข้ารูปเข้ารอยเกิดขึ้นโดยปราศจากผู้วางรูปแบบที่เต็มไปด้วยปัญญาและความรู้อันลึกซึ้ง

ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถแบ่งสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ออกได้เป็น ๒ ประเภทด้วยกัน

๑. สิ่งที่เข้าใจกันและรับรู้ได้ด้วยกับประสาทสัมผัสทั้ง ๕ เห็นด้วยตา

ได้ยินด้วยหู สัมผัสความร้อนเย็นแข็ง อ่อนนุ่มด้วยมือ และลิ้มรสเปรี้ยวหวาน มัน เค็ม ด้วยกับลิ้น

๒. สิ่งที่มีอยู่จริงจำพวกหนึ่งที่ไม่อาจรับรู้ได้ด้วยกับประสาทสัมผัสภายนอกของเรา แต่จากการศึกษาถึงผลกระทบและผลที่แสดงให้เห็น ทำให้เรารู้ถึงการมีอยู่ของมัน อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงชนิดเดียวหรือเหมือนกันหมด บางชนิดเป็นวัตถุ บางชนิดไม่ใช่วัตถุ คือไม่มีขนาด หรือคุณสมบัติเหมือนวัตถุโดยทั่วไป เช่น

ไฟฟ้า

เราไม่อาจจะมองเห็นมันด้วยกับการดูที่สายไฟได้ แต่เรารู้ว่ามันมีไฟจากกระแสของมัน และผลของกระแสไฟฟ้า ซึ่งก็คือทำให้หลอดไฟสว่าง ดังนั้นไฟฟ้า คือสิ่งหนึ่งที่มีอยู่จริงถึงแม้ว่าเราไม่อาจเห็นมันได้โดยตรง

แรงดึงดูด

ถ้าเราปล่อยหนังสือที่อยู่ในมือของเรา มันก็ตกลงบนพื้น ซึ่งก็หมายความว่า พื้นได้ดูดมันเอาไว้ แรงหรือพลังงานที่ว่านี้คืออะไร ? ซึ่งเราไม่อาจรู้สึกหรือสัมผัสได้ด้วยกับประสาทสัมผัสของเรา

นี่คือ แรงดึงดูดหนึ่งในสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นได้ แต่เรามั่นใจว่ามันมีด้วยกับการตกของสิ่งของ (ซึ่งคือผลของมันที่ดูดสิ่งนั้นมา)

พลังแม่เหล็ก

ถ้าเราเอาแม่เหล็กไปวางใกล้กับท่อนไม้ชิ้นหนึ่ง จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากที่เราเห็น แต่ถ้าเราเอาเหล็กดังกล่าวแหย่ไปที่แม่เหล็กนั้น เราจะพบว่ามีพลังพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง

รังสีที่มองไม่เห็น

ถ้าเราเอาแท่งแก้วทรงสามเหลี่ยม ให้ดวงอาทิตย์ส่องมาโดนมัน เราจะเห็นรังสี ๗ สี พวยพุ่งออกมาจากแท่งแก้วนั้นอันประกอบไปด้วย

 สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน สีฟ้าและสีม่วง จากรังสีสีแดงถึงรังสีสีม่วงจะไม่พบรังสี สีใดอีก ทั้งๆที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ยังมีรังสีอื่นอีกที่ดวงตามองไม่เห็น ซึ่งมีผลทางความร้อนและเคมีอยู่

รังสีเหล่านี้มีชื่อว่า “ไม่ใช่สีแดงและไม่ใช่สีม่วง (ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์) ในปี ค.ศ. ๑๘๐๐ (ฮ.ศ๑๑๗๘) นักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์คนหนึ่งนามว่าเฮอร์เชล เกิดความคิดว่า เขาจะต้องทำการค้นคว้าให้ได้ว่า ยังมีรังสีอื่นที่สายตามองไม่เห็นอีกหรือไม่? เขาได้เอา “เทอร์โมมิเตอร์” วางลงบนผ้าผืนหนึ่งซึ่งมีลำแสงทั้งเจ็ดปรากฏอยู่ โดยเลื่อนตำแหน่งไปเรื่อย ๆ ว่างบนรังสีแต่ละทาง และวัดอุณหภูมิของแต่ละรังสีไว้ เมื่อวัดถึงรังสีสีแดง เขาพบว่า เทอร์โมมิเตอร์นั้นขึ้นสูงมาก หลังจากนั้นเขาก็ได้บทสรุปว่า

ยังมีรังสีที่มองไม่เห็น (ไม่ใช่แสงสีแดง) อยู่ และให้ความร้อนมากกว่ารังสีทั่วไป พลังความร้อนที่เป็นผลมาจากรังสีเหล่านี้ ทำให้มนุษย์เชื่อว่ามี

“รังสีไม่ใช่แสงแดง” อยู่

ในสมัยนี้เอง นักวิทยาศาสตร์ชื่อ วิลาสโตน ได้นำเอาองค์ประกอบทางเคมีส่วนหนึ่งของแร่เงินมา โดยวางไว้หลังรังสีสีม่วง เขากลับพบสิ่งที่ผิดสมมุติฐานไป กล่าวคือไม่พบว่ามีรังสีอื่นอีก

แต่มี “ตัวทำ” อันหนึ่งที่ทำให้องค์ประกอบทางเคมีของแร่เงินนั้นเปลี่ยนสีเป็นสีดำ

สมัยต่อมานักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า การเปลี่ยนสีผิวของร่างกายเมื่อถูกแสงอาทิตย์นั้นก็เป็นผลทางเคมีของรังสีนี้นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่ยอมรับกันว่ายังมีรังสีอื่นอีก หลังจากรังสีสีม่วงซึ่งมอง ไม่เห็นโดยเรียกมันว่า “รังสีหลังแสงสีม่วง”

เสียงที่ไม่ได้ยิน

มีเสียงอีกมากมายที่เราไม่ได้ยิน เสียงเหล่านี้ถูกเรียกว่า “เสียงที่เหนือกว่าเสียงทั่วไป” ซึ่งจากผลของมัน

ทำให้เรารู้ถึงการมีอยู่ของมัน ในวงการแพทย์และอุตสาหกรรมได้ใช้ประโยชน์จากเสียงเหล่านี้

ความเข้าใจ

พวกเราทุกคนรู้จักตัวเอง คือเข้าใจว่า เรามีชีวิตอยู่ และมีการรับรู้ที่เป็นระบบเกี่ยวกับสิ่งภายนอกตัวเรา

ยกตัวอย่าง

๑. ฉันได้แก้ไขปัญหาโจทย์ทางคณิตศาสตร์ที่ยากที่สุดได้แล้ว

๒. ฉันคิดอย่างหนักถึงทฤษฏีหนึ่ง แล้วก็พบว่ามันถูกต้องแล้ว

เช่นเดียวกัน มนุษย์รู้ถึงความรอบรู้ของตัวเอง หมายความว่า “เขารู้ว่าเขารู้” ความรู้ ความเข้าใจไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาหรือได้ยินด้วยหู แต่มันคือความเป็นจริงที่ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัส ซึ่งมนุษย์ทุกคนรู้จักมัน นอกเหนือจากการเห็นการได้ยิน และประสาทสัมผัสอื่นที่อยู่ในตัวเอง

ส่วนคนอื่นก็ไม่อาจที่จะล่วงรู้ได้

จากแนวทางที่ใช้ประสาทสัมผัส แต่จะต้องรับรู้ถึงการมีอยู่ของมันด้วยกับสื่อทางผลที่แสดงออกมา เช่น

นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งได้อธิบายถึงวิธีการแก้ปัญหาทางวิชาการหนึ่ง ก็เป็นที่รู้กันว่า เขาได้เข้าใจมันในตอนนั้น

ถ้าเราถามนักวิทยาศาสตร์คนนั้นว่า “ท่านได้รู้ถึงทางออกของปัญหานั้น แล้วใช่หรือไม่?” เขาก็จะตอบว่า

“ข้าพเจ้ารู้แล้ว” เราเข้าใจว่า เขานั้นมีความรู้ต่อสิ่งที่เขารู้มา หมายความว่า “เขารู้ว่า เขารู้วิธีแก้ปัญหานั้น”

การใช้ความคิดสร้างภาพจินตนาการ

มนุษย์สามารถที่จะสร้างภาพทุกชนิดที่เขาต้องการได้ในความรู้สึกนึกคิดของเขา เช่น เขาสามารถที่จะสร้างภาพหอ ๆ หนึ่งเหมือน “หอไอเฟล” ในโลกแห่งความคิดของเขาได้ภายในอึดใจเดียว ในขณะที่การก่อสร้างจริงๆ ของมัน (ในโลก) ต้องใช้เวลาหลายปี ต้องมีวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ มากมาย รวมทั้งแรงงานคนอีกนับพันคน

ไม่เพียงเท่านั้นเขาสามารถสร้างให้มันใหญ่โตกว่าเป็นพัน ๆ เท่าโดยไม่ต้องเสียแรงอะไรเลย เช่นเดียวกัน เขาอาจจินตนาการถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่มีอยู่จริงในโลกภายนอก เขาสามารถที่จะสร้างสัตว์ประหลาดที่มีหัวหลายหัว

และมีมือ – เท้าหลายอัน ในการจินตนาการของเขาก็ได้

 แน่นอนเหลือเกินว่าคนอื่นไม่อาจมองเห็นหรือได้ยินได้

แต่จำเป็นจะต้องติดตามจากผลของมันที่แสดงออกมา หรือจากคำพูดของคนๆ นั้น

ความรัก ความเกลียด และการตัดสินใจ

ทุกคนมีสิทธิที่จะนึกชอบสิ่งหนึ่ง และในทางกลับกันก็อาจจะรู้สึกไม่ชอบต่อสิ่งนั้นก็เป็นได้

เช่นเดียวกับที่ในชีวิตของเราจำเป็นต้องมีการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ การงานทุกอย่างที่เขาชอบมัน เขาก็ต้องตัดสินใจที่จะปฏิบัติสิ่งนั้นและทุกอย่างที่เขาไม่ชอบ เขาก็จะไม่สนใจมัน และตัดสินใจว่าจะไม่ทำในสิ่งนั้น

ไม่มีใครที่จะล่วงรู้การตัดสินใจของผู้อื่นได้โดยตรง ไม่รู้ว่า เขาชอบหรือเกลียดอะไร นอกจากต้องพิจารณาจากผลตอบสนองของมัน เพราะความรัก ความโกรธเกลียด และการตัดสินใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกมองเห็นหรือได้ยิน หรือสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสอื่น ๆ

การมีชีวิต

ลูกไก่ตัวเล็กสีสันสวยงามตัวหนึ่งอยู่ข้างหน้าเรา กำลังตกไปในบ่อน้ำและตายก่อนที่เราจะช่วยไว้ได้ทัน ในวงจรชีวิตของสัตว์น้อยตัวนี้

ในช่วงเวลานั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง สภาพปัจจุบันของมันแตกต่างอย่างไรกับวินาทีที่แล้ว ที่มันยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้มันไม่หายใจ ไม่วิ่ง ไม่กินอาหารอีกแล้ว

จำเป็นจะต้องกล่าวว่า สิ่งที่มีอยู่ในสัตว์ที่มีชีวิต และไม่มีในสัตว์ที่ตายแล้วก็คือ “ชีวิต”ดังนั้น ตัวชีวิตนี้ไม่อาจสัมผัสหรือมองเห็นได้ แต่เรารับรู้ได้ว่าสัตว์ตัวนั้นมีชีวิตก็ดูจากการที่มันยังเคลื่อนที่ และกินอาหารได้นั่นเอง

ความเป็นจริงทางวิชาการ และความชัดเจนของตัวอย่างดังกล่าวข้างบนเป็นที่กระจ่างขึ้นว่า

นอกเหนือจากสิ่งมีชีวิตทั่วๆ ไปที่เราสัมผัสได้ด้วยประสาทที่สัมผัสทั้งห้า ยังมีสิ่งอื่นที่ไม่อาจสัมผัสได้โดยตรง

แต่เราสามารถรู้จักสิ่งนั้นได้จากผล และการตอบสนองที่ออกมา

เราจึงได้บทสรุปว่า ไม่เป็นการถูกต้องเลยที่เราจะปฏิเสธสิ่งหนึ่งอันเนื่องมาจากเรามองไม่เห็นมัน เพราะ

การมองไม่เห็นไม่ใช่การแสดงถึงการไม่มีของสิ่งนั้น แนวทางการรับรู้ถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้มีเฉพาะกับการรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าเท่านั้น สติปัญญา ความรู้สึกนึกคิดของเราก็สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งหนึ่งได้

ด้วยการดูจากผลของมันที่แสดงออกมา เหมือนกับการมีอยู่ของสิ่งดังกล่าวข้างต้น – ที่ถูกรู้จักจากผลที่แสดงออกมา – ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าไม่มี

เราไม่ต้องการที่จะกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าก็เหมือนกับสิ่งที่มีอยู่จริงเหล่านั้น เพราะพระองค์คือความจริงแท้หนึ่งซึ่งอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น ไม่มีสิ่งใดเหมือนพระองค์ แต่จุดประสงค์ของเราก็คือ เราสามารถรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของ

สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้ด้วยกับการพิจารณาผลที่แสดงออกมาของมัน

 ฉันใดฉันนั้น เราก็สามารถที่จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าได้ ด้วยกับผลที่ปรากฏให้เห็นอยู่

ดังนั้นพวกที่ใช้ตาดูอย่างเดียว แล้วปฏิเสธการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าเพราะไม่อาจมองเห็นได้นั้น ตาใจและความคิดของเขาได้มืดบอดไปแล้ว

เพราะเรารู้แล้วว่า ตามสามัญสำนึก เราสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของพระผู้

เป็นเจ้าได้ด้วยกับการพิจารณาระบบแห่งการสร้างสรรค์อันวิจิตรพิสดารของพระองค์

“จงเปิดตาใจของเจ้าออก ซึ่งมันเป็นเสมือนแก่นแท้ของการมองเห็นแล้วเจ้าก็จะเห็นในสิ่งที่ไม่อาจมองเห็น”

เพราะทุกสรรพสิ่ง คือเครื่องหมายที่แสดงถึงการมีอยู่ของพระองค์

แง่คิดที่ละเอียดกว่า และมีความสำคัญยิ่งกว่าที่กล่าวไป ก็คือ

การพินิจพิจารณากับผลอันเกิดจากพลานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า เช่น โลก และสมาชิกโลกไม่เพียงแต่ชี้นำเราสู่การมีอยู่ของพระองค์เท่านั้น ยังทำให้เรารู้ถึงความจริงอีกหลายประเด็น กล่าวคือ โลกและสมาชิกโลกนั้น คือสิ่งที่แสดงถึงการมีอยู่ของพระองค์

สิ่งที่แสดงถึงการมีอยู่ของพระองค์ นี้ใช่ว่าจะมีเฉพาะกับเรื่องหนึ่งเรื่องใด หรือสถานที่หนึ่งสถานที่ใดไม่ ทุกอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่แสดงถึงการมีของพระองค์ทั้งสิ้น ดังนั้นตัวของพระองค์เอง คือความจริงแท้หนึ่ง ซึ่ง

ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้เสมอเหมือนหรือเท่าเทียมพระองค์ อีกทั้งพระองค์ คือสิ่งที่มีอยู่อันไร้ขอบเขต ซึ่งมีความสมบูรณ์อย่างสูงสุดอยู่ และปราศจากซึ่งความบกพร่องใด ๆ

ด้วยเหตุนี้เอง จากการพินิจพิจารณา และศึกษาถึงร่องรอยแห่งการสร้างของพระผู้เป็นเจ้า

ทำให้เราได้พบความจริงสองประการนี้

๑) การทีอยู่ของพระผู้สร้างโลก ซึ่งสรรพสิ่งทั้งมวล คือสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการมีอยู่ของพระองค์

๒) อันเนื่องจากสิ่งที่แสดงถึงการมีอยู่ของพระองค์นี้ไร้ซึ่งขอบเขตจำกัดไม่จำเพาะเจาะจงกับเวลาหนึ่งเวลาใด หรือสถานที่หนึ่งสถานที่ใด ทำให้เราได้เข้าใจว่า พระองค์ คือการทีอยู่หนึ่งซึ่งไร้ขอบเขตจำกัดใดๆทั้งสิ้น พระองค์มีคุณลักษณะอันสมบูรณ์แบบ ถึงแม้ว่า เราจะไม่สามารถรู้ถึงการมีอยู่จริงของพระองค์ได้

ท่านมุฮัมมัด บินอับดุลลอฮฺ คุรอซานี คนรับใช้ท่านอิมามริฏอ(อฺ)

กล่าวว่า :

มีคนกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่กับท่านอิมาม(อ) แล้วก็มีผู้ปฏิเสธพระเจ้าคนหนึ่งได้เข้ายังกลุ่มนั้น ท่านอิมาม(อ) กล่าวกับเขาว่า

 “หากเป็นไปตามที่เจ้าพูดว่า พระผู้เป็นเจ้า ศาสนทูต และคัมภีร์ไม่มีอยู่จริง (ความเป็นจริงมี) ละก็ การนมาซ การถือศีลอด การจ่ายซะกาต และความเชื่อของเราจะเป็นอันตรายสำหรับเราหรือ?”

ชายคนนั้นไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น (แสดงว่าไม่มีอันตราย)

ท่านอิมาม(อ) กล่าวต่อไปว่า :

“แต่ถ้าสิ่งที่เรากล่าว คือพระผู้เป็นเจ้ามีจริง ศาสนามีจริง วันแห่งการตัดสินตอบแทนมีจริง (ซึ่งต้องมีอย่างแน่นอน) ว่าเป็นความจริงทั้งสิ้น เจ้าจะไม่พบกับความต้อยต่ำ และหายนะหรือ?”

(เป็นที่กระจ่างชัดว่า ตามสามัญสำนึกของทุกคน แม้เพียงคาดการณ์ว่ายังมีโลกอื่นอีก เขาก็จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติภารกิจทางศาสนาของเขา เพื่อจะไม่ตกอยู่ในสภาพแห่งความหายนะ)

ชายคนนั้นถามขึ้นว่า

“แล้วพระผู้เป็นเจ้าที่ท่านเชื่อนั้นอยู่ที่ไหน และอยู่อย่างไรเล่า ?”

ท่านอิมาม(อ) ตอบว่า

“คำถามของเจ้าผิด พระผู้เป็นเจ้าไม่มีที่อยู่ ที่จะถูกตั้งคำถามว่าอยู่ที่ไหน พระองค์เป็นผู้สร้างที่อยู่ (ของทุกสรรพสิ่ง) พระองค์ไม่มีสภาพว่าเป็นอย่างไร จึงไม่อาจตั้งคำถามว่า พระองค์มีอย่างไร พระองค์เป็นผู้สร้างสภาพต่างๆ ขึ้นมาเอง ดังนั้นจึงไม่อาจรู้จักพระองค์ได้ด้ว ยแนวทางเหล่านั้น

พระผู้เป็นเจ้าไม่อาจรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส และไม่ทางที่จะนำไปเปรียบกับสิ่งถูกสร้างใด ๆ”

ชายคนดังกล่าวแย้งว่า

“หากว่าไม่อาจรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส ดังนั้นพระองค์ก็ไม่มี”

ท่านอิมาม(อฺ) จึงตอบ

“ความหายนะจงมีแก่เจ้า (ทำไมความคิดเขลาขนาดนี้) เพียงเพราะประสาทสัมผัสของเจ้าไร้ความสามารถที่จะรู้จักพระองค์ เจ้าก็อาจหาญที่จะปฏิเสธ พระผู้สร้างตัวเองกระนั้นหรือ ? แต่พวกเรา ทั้งๆ ที่รู้ว่า เราไม่มีความสามารถที่จะเจอพระองค์ได้ เราก็เชื่อมั่นว่า พระองค์ คือพระผู้อภิบาลของเราแต่เพียงผู้เดียว”

เขากล่าวตอบว่า

“งั้นก็ลองบอกซิว่า พระองค์มีมาเมื่อไร ?”

ท่านอิมาม(อ) ตอบ

“เจ้านั้นแหละจงบอกซิว่าพระองค์ไม่มีมาตั้งแต่เมื่อไร เพื่อที่ข้าจะได้บอกว่า พระองค์มีมาตั้งแต่เมื่อไร(หมายความว่า พระผู้เป็นเจ้ามีอยู่ก่อน “กาลเวลา” พระองค์เป็นผู้สร้าง “กาลเวลา” ขึ้นมา)”

เขากล่าวว่า

“เหตุผลในการพิสูจน์การมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าคืออะไร ?”

ท่านอิมาม(อ) ตอบว่า

“เมื่อเวลาที่ข้าคิดพิจารณาในเรื่องร่างกายของข้า ข้าเห็นว่า ตัวข้าเองไม่อาจเพิ่มเติมให้มันสั้น ยาว ได้ตามใจชอบ เช่นเดียวกับที่ไม่อาจรู้สึกให้สบาย หรือไม่ให้สบายตามใจปรารถนาของตัวเองได้ (บางครั้งพยายามที่จะให้หายป่วยจากโรคหนึ่ง แต่ก็ไม่เป็นผล) ด้วยสาเหตุดังกล่าว และจากการพิจารณาระบบแห่งสุริยจักรวาล อีกทั้งสิ่งถูกสร้างทั้งมวลในโลกทำให้ข้าเข้าใจได้ว่า ร่างกายของข้าและโลกที่ถูสร้างนี้มีพระผู้อภิบาล และพระผู้สร้าง (ที่ทรงรอบรู้ และปรีชาญาณ)”

บทที่ 3

ตัวอย่างหนึ่งจากระบบของโลก

ในโลกนี้ในทุกสิ่งที่เราได้พิจารณาไม่ว่าจะเป็นอณูที่เล็กที่สุดหรือระบบสุริยจักรวาลอันยิ่งใหญ่ก็ตาม

เป็นตัวแสดงให้เห็นถึงความเป็นระบบที่สมบูรณ์ และละเอียดถี่ถ้วน มันยิ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่เกิดความอัศจรรย์ใจยิ่ง

มร. ซิซิล บอยซ์ ฮาแมน อาจารย์คณะชีววิทยา มหาวิทยาลัยออสบูรี

เขียนไว้ว่า

“เมื่อเราได้มองเห็นหยดน้ำหยดหนึ่งในกล้องจุลทรรศน์ เช่นเดียวกับที่เมื่อเราได้ส่องดูดวงดาวที่อยู่ไกลที่สุดด้วยกล้องดูดาว มันทำให้ข้าพเจ้าตกอยู่ในภวังค์อันใหญ่หลวง”

มีหลายระบบที่อยู่ในธรรมชาติซึ่งสามารถอธิบายถึงการเกิดขึ้นของมันก่อนที่มันจะเกิดขึ้นเสียอีกด้วยกับกฎเกณฑ์ที่ได้ตั้งสมมุติฐานไว้แล้ว

ด้วยเหตุนี้เอง กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่แน่นอนและตายตัวนักวิทยาศาสตร์ได้พากเพียรพยายามแสวงหากฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ (ที่ยังไม่ถูกกค้นพบ) อย่างไรก็ตาม ความพากเพียรของพวกเขาก็ดูจะไร้ผล

ผืนแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่นั้น เมื่อพิจารณาจากความใหญ่ ความเล็ก ความใกล้ – ไกลจากดวงอาทิตย์และความเร็วที่โคจรรอบตัวเอง มันยังมีความเป็นระบบระเบียบ ซึ่งสามารถที่จะเป็นศูนย์กลางการดำรงชีวิต และการมีชีวิตอยู่ หากว่าภายใต้กฎเกณฑ์ที่มีอยู่เกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็จะพบกับความสูญเสียที่ไม่อาจหาอะไรมาทดแทนได้เลย

“อากาศ” ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบขึ้นด้วยก๊าซที่ใช้ในการดำรงชีวิตทั้งที่มีขนาดที่เล็กมากไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าสามารถที่จะทำหน้าที่ปกป้องโลกนี้จากการจู่โจมของลูกอุกกาบาตจำนวนนับ 20 ล้าน ชิ้นเล็กๆ ในแต่ละวันซึ่งมีความเร็วโดยเฉลี่ยประมาณ 50 กม. / นาที

ระบบแห่งการแผ่รังสีความร้อนบนพื้นโลกซึ่งเหมาะสมสำหรับการดำรงชีวิตก็เป็นหน้าที่อันหนึ่งของ”อากาศ” นั่นเอง

การถ่ายเทความร้อนและการระเหยของน้ำในมหาสมุทรก็เป็นหน้าที่ของ “อากาศ” ที่ว่า หากไม่มีอากาศ

แล้วแน่นอนเหลือเกินว่าทุกที่ในผืนโลกนี้จะต้องเหือดแห้งไป และไม่เหมาะกับการมีชีวิตอยู่เลย

แล้วทำไมเราต้องไปไกลกันด้วย ?

ที่ใกล้ที่สุด ก็คือตัวของเราเอง!

ความลึกลับแห่งการสร้างมนุษย์นั้นไม่อาจคำนวณนับได้เลย ถึงแม้นว่าบรรดานักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ของโลกได้ทำการศึกษา และค้นคว้าเป็นเวลาหลายปี แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่อาจทำความเข้าใจกับความมหัศจรรย์ดังกล่าวได้เลย

ดร.อเล็กซิส คาร์ล ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา หลังจากที่ได้ทำการค้นคว้าเป็นเวลาหลายปี

เขาได้แสดงความคิดว่า

 “จนถึงเดี๋ยวนี้ ชีววิทยาและวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ ก็ยังไม่สามารถเข้าใจถึงสัจธรรมแห่งร่างกายของมนุษย์ได้เลย ยังมีอีกหลายร้อยคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้”

ต่อไปนี้ขอให้เราพิจารณาตัวอย่างแห่งความน่าอัศจรรย์ของการมีอยู่ของตัวเอง ดังนี้

เซลล์ของร่างกาย :

ร่างกายของมนุษย์ก็เหมือนกับโครงสร้างหนึ่งที่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนเล็ก คือ “เซลล์” ซึ่งแต่ละส่วนของมันก็มีชีวิตมันต้องกินอาหาร ผลักไส ปกป้อง และขยายเซลล์ต่อไป เหมือนกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

ในโครงสร้างของ “เซลล์” ทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นธาตุ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซี่ยม ทองแดง ออกซิเจน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน ซัลเฟอร์ ฯลฯ

จำนวนของ “เซลล์” ในร่างกายของมนุษย์ธรรมดามีประมาณ 1016 หรือ 10,000 ล้านล้านเซลล์นั่นเอง

“เซลล์” ที่มีชีวิตเหล่านี้ร่วมมือกันอย่างดีเยี่ยม และทำหน้าที่สู่เป้าหมายอันเดียวกัน พวกมันจะไม่รู้สึกอิ่มเลย ต้องการอาหารอยู่ตลอดเวลา “เลือด” ทำหน้าที่นี้พร้อมกับการช่วยเหลือของหัวใจได้เป็นอย่างดี

(สูบฉีดไปทั่วร่าง) โครงสร้างของหัวใจก็เป็นสิ่งที่มีความสมบูรณ์สามารถสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยผ่านหลอดเลือด

หลังจากที่เลือดได้ทำหน้าที่ส่งอาหารไปยังเซลล์ต่างๆ แล้ว มันก็จะทำหน้าที่ดูดเอาสิ่งที่เป็นพิษที่รวมอยู่ในเซลล์ต่างๆ ออกมาที่กลายเป็นเลือดเสียกำลังจะกลับไปสู่หัวใจ หัวใจจะทำหน้าที่ฟอกมันให้กลับเป็นเลือดดีดังเดิมส่งไปยังทั่วร่างกาย

ไม่เพียงเท่านั้น มันยังทำหน้าที่ทำลายสารมีพิษอื่น ๆ เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย การรวมตัวและขนาดที่พอดีของวัตถุธาตุต่าง ๆ ที่ประกอบกันเข้าเป็นเซลล์ และโครงสร้างของหัวใจซึ่ง

บรรดานักคิดในปัจจุบันให้ความสนใจนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะแสดงถึงระบบที่สมบูรณ์และสูงส่งอีกหรือ ?

หากเราเรียกร่างกายของมนุษย์ว่าเป็นคลังแห่งความอัศจรรย์และในขณะเดียวกันก็มีระบบอย่างน่าอัศจรรย์ละก็ เรายังกล้าเปล่งคำพูดอันไร้สาระ (ว่าไม่มีผู้สร้างเรา) ออกมาอีกหรือ ? ไม่มีทางหรอก

ด้วยเหตุนี้จะต้องกล่าวว่า โลกมั่นคงอยู่บนระเบียบแบบแผนที่สมบูรณ์และแน่นอนที่สุดว่าในทุกระเบียบกฎเกณฑ์จะต้องมีผู้ให้กำเนิดที่รอบรู้ และปรีชาญาณ

บทที่ 4

ผู้ให้กำเนิดความเป็นระบบคือใคร ?

คอมพิวเตอร์

ทุกวันนี้ มนุษย์สามารถที่จะทำงานที่ยุ่งยากของตัวเองได้โดยง่าย ด้วยกับเครื่องมือหลายๆอย่าง หนึ่งในเครื่องมือดังกล่าวที่น่าพิศวงทึ่งในความสามารถก็คือ “คอมพิวเตอร์”

 ซึ่งท่านคงรู้มาบ้างแล้วว่ามันทำงานได้อย่างไร? หรือตัวอย่างก็คือ “คอมพิวเตอร์” สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคของคนป่วยที่เป็นมาก่อนให้แก่หมอภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ในการวินิจฉัยโรคมันสามารถจะตรวจสอบรายละเอียดของอาการที่เคยเกิดขึ้นในปีที่แล้วหรือ 10 ปีที่แล้ว และเสนอวิธีรักษาโรคนั้นได้ เครื่องมือดังกล่าวสามารถที่จะสั่งยาที่จำเป็น และให้พยาบาลได้ให้ยานั้นแก่ผู้ป่วยได้ทันเวลาในบางโรงงานที่สำคัญๆ ก็ยังใช้ “คอมพิวเตอร์” ในการควบคุมการทำงานและเครื่องจักรต่างๆ

เป็นไปได้หรือว่า อุปกรณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ? หรือว่าระบบอันน่าอัศจรรย์นี้แสดงถึงความสามารถและปรีชาญาณของผู้สร้าง ?

 แน่นอนเหลือเกินใครก็ตามที่อยู่ต่อหน้าอุปกรณ์เหล่านี้ย่อมต้องนึกถึง

ความคิดอันเลอเลิศ และมันสมองที่ชาญฉลาดของผู้สร้าง

ครัวออโตเมติก

“ออร์บิส” คือชื่อของอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง สามารถที่จะเตรียมอาหารอย่างดีสำหรับคนมากกว่า 1, 000 คนได้

ปัจจุบันในบางประเทศก็นิยมใช้อุปกรณ์ชนิดนี้ในภัตตาคาร อุปกรณ์ชนิดนี้ทำงานได้มากกว่ากุ๊กชั้นยอดถึง 20 เท่า

เมื่อคุณจอดรถข้าง ๆ ภัตตาคาร (ที่มีอุปกรณ์นี้อยู่) มีไมค์อยู่ข้าง ๆ คุณ คุณจะกดปุ่มตรงกลาง ทันใดนั้นก็จะมีเสียงออกมา “จะรับอะไรค่ะ” แล้วคุณก็สั่งชนิดของอาหาร ภายในเวลาเพียง 8 นาที 11 วินาที ถาดชนิดพิเศษก็จะนำอาหารมาให้แก่คุณ

วิธีการทำงานของครัวออโตเมติก

เมื่อผู้ซื้อได้กดปุ่มแล้ว ไฟของ “ออร์บิส” จะสว่างขึ้น แล้วผู้ซื้อก็จะเลือกรายการอาหารที่ต้องการ เช่น

แซนด์วิช จะมีคนอยู่ประจำที่เครื่อง “ออร์บิส” นั้นคอยกดปุ่มรายการอาหารตามที่สั่ง แล้วเครื่องก็จะทำงานเอง

เริ่มตั้งแต่ตัดขนมปังออก ตักเนื้อลงไปในกระทะ ประมาณ 4 นาที 7 วินาที มันก็จะสุก แล้วมันก็จะนำมาวางบนขนมปัง โดยอัตโนมัติ แล้วใส่เครื่องเทศหรือผักต่าง ๆ ลงไปบนขนมปัง เมื่อทุกอย่างเสร็จแล้วก็จะถูกนำมาใส่ไว้ในตระกร้า

อุปกรณ์ออโตเมติก เช่น “ออร์บิส” นี้จะไม่มีผู้สร้างกระนั้นหรือ? เกิดมาโดยความบังเอิญ หรือว่ามันคือ

ผลผลิตทางความคิด และความบากบั่นอดทนของนักวิศวกรคนหนึ่ง ซึ่งได้คิดค้นมันดว้ ยกับการคำนวณอย่างละเอียดถี่ถ้วนไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ

ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า ความเป็นระบบของตัวอย่างข้างต้นที่ท่านได้พิจารณาแล้วนั้น มันคือผลผลิตทางความคิดของผู้สร้าง และผู้ประดิษฐ์มันขึ้นมา กล่าวคือ ถ้าไม่มีผู้คิดค้น และไม่ได้สร้างมันขึ้นมาด้วยการคำนวณ

และวัดขนาดอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว แน่นอนเหลือเกินเครื่องจักรที่ว่า ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้

จากตรงนี้ กฎเกณฑ์อันหนึ่งจึงเกิดขึ้นคือ ระบบและความเป็นระเบียบจะต้องเกิดมาจากสิ่งที่มีความรู้และมีความสามารถ “ความบังเอิญ”

 ไม่อาจเป็นที่มาของความน่าอัศจรรย์ และระบบนี้ได้เลย เพราะทุกสิ่งจะมีผลที่แสดงออกเฉพาะของมัน ดังที่ว่า การรอคอยการเดือดของน้ำเย็นถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ฉันใดฉันนั้น ความบังเอิญเป็นที่มาของความมีระบบก็เป็นความคิดที่ผิดเช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้เอง ความเป็นระบบระเบียบซึ่งมีอยู่ในสมอง ประสาทส่วนต่างๆ ของร่างกาย ชีพจร หัวใจ ตาและตัวอย่างอื่น ๆ ที่อาจพบได้ คือเหตุผลที่เพียงพอต่อการกล่าวว่า โลกนี้มีผู้สร้าง และผู้วางกฎระเบียบที่ทรงรอบรู้ และมีความสามารถ ไม่ว่าเราจะพินิจพิจารณาในความเร้นลับของระบบแห่งการสร้างสรรค์มากเท่าใด เราก็จะพบกับความยิ่งใหญ่ของพระผู้สร้างมันนั่นเอง หรือจะกล่าวว่า มันสมองของมนุษย์ และโครงสร้างของร่างกายด้วยค่ากว่า “คอมพิวเตอร์” กระนั้นหรือ?

แน่นอน ท่านจะต้องเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า มันทั้งหมดนั้น คือพยานยืนยันถึงความสูงส่งและความยิ่งใหญ่ของปฐมบทอันรอบรู้ปรีชาญาณ และผู้สร้างมันขึ้นมา ขอเสริมว่า ความรู้สึกและการรับรู้ซึ่งมีให้เห็นในตัวของมนุษย์นั้น นับเป็นเหตุผลที่กระจ่างชัดมากที่แสดงถึงการมีปัญญา และรู้แจ้งของพระผู้สร้าง เพราะคนที่ไร้ปัญญา

และรอบรู้ขนาดนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้กำเนิด หรือสร้างสิ่งที่เต็มไปด้วยการรับรู้และการรู้แจ้งที่ประเสริฐ(เช่นมนุษย์ ฯลฯ)

อัลกุรอานในหลายโองการด้วยกัน ได้ชี้ให้เห็นถึงสมมุติฐานที่แจ้งชัดและเป็นสัจธรรมดังกล่าวที่ว่า

“อัลลอฮ์ คือ ผู้ซึ่งยกท้องฟ้าขึ้นโดยปราศจากเสาที่เจ้าจะมองเห็น แล้วพระองค์ก็มุ่งตรง (ด้วยพลานุภาพ)ไปยังอัรชฺ (การมีอยู่ของทุกสรรพสิ่ง และทำการควบคุมให้เป็นไปตามระบบที่พระองค์วางไว้)

 พระองค์ได้ควบคุมดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ทุกอย่างจะดำเนินไปตามเวลาที่ถูกกำหนดไว้ พระองค์ทำการบังคับบัญชากิจการงานทั้งปวงทำการแยกแยะอธิบายสัญลักษณ์ต่างๆ (ของพระองค์) เพื่อที่ว่าสูเจ้าจะได้มีความเชื่อมั่นอย่างมั่นคงต่อการพบกับพระผู้อภิบาลของสูเจ้า”

 (บทอัร – เราะอ์ด์: 3)

บทที่ 5

ความเร้นลับทางธรรมชาติจะถูกค้นพบ

ความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ของวิยาการของมนุษยชาติได้ทำการค้นพบสิ่งที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยรับรู้เรื่องแล้วเรื่องเล่า และได้ทำลายความเชื่อขั้นพื้นฐานที่ไม่ถูกต้องในกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ และวิทยาศาสตร์แขนงอื่น ๆ

ตัวอย่างเช่น ในสมัยก่อน พวกเขาคิดว่าอวัยวะบางส่วนของร่างกายไม่มีประโยชน์ แต่ในปัจจุบัน หลังจากที่วิชาการในเรื่องดังกล่าวได้ถูกค้นคว้าวิจัยแล้วกลับมีบทสรุปถึงคุณค่ามหาศาลของสิ่งนั้นๆ ต่อไปคุณค่าที่สำคัญอื่น ๆ ก็คงจะถูกค้นพบในไม่ช้าด้วยอุปกรณ์การตรวจสอบที่ทันสมัย

เพื่อทำความกระจ่างในหัวข้อเรื่องดังกล่าว ขอยกตัวอย่างต่อไปนี้

(1) ต่อม “ธัยมัส”

“ธัยมัส” คือ ต่อมเล็กๆ ต่อมหนึ่งอยู่ในทรวงอกใต้กระดูกขาไก่ (กลางทรวงอก) บนหลอดลม ก่อนหน้านี้ต่อม “ธัยมัส” ไม่เป็นที่ชี้ชัดว่ามีไว้ทำหน้าที่อะไร ถึงขนาดนักสรีรวิทยาบางคนกล่าวว่า

มันเป็นอวัยวะที่เพิ่มขึ้นมา แต่ปัจจุบันเป็นที่รับรู้กันว่า ต่อม “ธัยมัส” มีส่วนอย่างมากในการป้องกันสิ่งไม่พึงปรารถนาจากภายนอกที่เข้ามาสู่ร่างกาย

นักสรีรวิทยาบางคนยังเชื่ออีกว่า ต่อมนี้มีผลอย่างมากหลังจากเข้าสู่วัยรุ่นโดยมีส่วนในการเจริญเติบโตของร่างกาย และความรู้สึกทางเพศ

การเอามันออกจากร่างกายอาจมีผลทำให้อวัยวะส่วนที่สร้างความรู้สึกทาง

เพศผิดปกติ ทำให้แคระแกรนได้

(2) ต่อม “เอพพิฟีซ”

อยู่ในสมอง มีความสลับซับซ้อนยิ่งกว่าต่อม “ธัยมัส” เสียอีก ก่อนนี้นักสรีรวิทยา บางคนคิดว่ามันไม่มีประโยชน์อันใด แต่ในปัจจุบันกลับเชื่อว่าต่อมนี้มีหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตทางเพศ และยับยั้งการโตวัยก่อนกำหนด และยังมีหน้าที่อื่นอีก การไม่มีต่อมนี้อาจมีผลถึงเสียชีวิตได้

(3) ต่อม “ทอนซิล”

สมัยก่อนแพทย์เชื่อว่า ต่อมนี้ไม่มีประโยชน์ ถ้ามันเกิดบวมขึ้นมา เขาจะสั่งผ่าตัดมันออกทันที แต่ในทุกวันนี้ ผู้ชำนาญการให้ความสนใจพิเศษต่อต่อม “ทอนซิล” ในร่างกาย การเอามันออกถือว่าเป็นผลเสียต่อร่างกาย

พวกเขาจะไม่อนุญาตให้เอามันออก

ต่อม “ทอนซิล” จะสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคในสภาพเหมือนเขื่อนที่แข็งแกร่งอยู่ในช่องหลอดลม ทำหน้าที่ฟอกอากาศที่เข้าใช้ในการหายใจเข้าให้สะอาด และทำลายเชื้อโรคที่แฝงเข้ามา

บางทีมีสิ่งสกปรกในอากาศปะปนอยู่มาก หรือมีเชื้อโรคที่แข็งแรงปนเข้ามา ต่อมนี้ก็จะทำหน้าที่มากขึ้นจนกระทั่งสิ่งสกปรกถูกขจัดไปในที่สุด

การเอาต่อม “ทอนซิล” เหล่านี้ออกเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะ

1) เป็นการปล่อยให้เชื้อโรคเข้าไปอย่างอิสระในลำคอเข้าสู่ทรวงอก และระบบการหายใจ ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบหายใจ

 

2) ถ้าเอาต่อม “ทอนซิล” ออกเยื่อในโพรงจมูกจะบางกว่าปกติทำให้ลำคอและจมูกแห้ง ไม่เพียงเท่านั้น

เมื่อภายในลำคอเกิดอกการเหม็นและเน่า ต่อม”ทอนซิล”

 จะทำหน้าที่เหมือนกับสัญญาณอันตรายหนึ่งที่จะบอก

ให้แพทย์ทราบอาการที่เกิดขึ้นภายในลำคอ แต่ถ้าไม่มีต่อมนี้ เป็นไปได้ว่าการเน่าที่ลำคอและหลอดเสียงไม่อาจถูกตรวจสอบได้ และยังจะมีผลข้างเคียงอื่นอีก คือ “โรครูมาติสซั่ม”

(4) “ไส้ติ่ง”

นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง หลังจากที่ได้ค้นคว้าอย่างละเอียดแล้วจึงได้บทสรุปว่า “ไส้ติ่ง” มีส่วนอย่างมากในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง การเอามันออกก่อนถึงเวลาจำเป็น อาจมีผลทำให้โรคมะเร็งกำเริบขึ้นมาได้

วารสารการแพทย์ “ญามา” เขียนว่า:

“การตัดไส้ติ่งของบุคคลที่มีโอกาสเป็นมะเร็งออก มีผลอย่างน่าเป็นห่วงว่าจะเกิดเป็นมะเร็งขึ้นได้”

การพิจารณาตัวอย่างข้างต้น และตัวอย่างอื่น ๆ ทำให้เรากระจ่างว่า :

หากเราไม่พบสิ่งที่มีคุณค่าในสิ่งหนึ่ง เราก็จะต้องไม่คิดว่ามันไร้ค่า แต่ควรรอคอยว่า สักวันหนึ่งคุณค่าของมันอาจจะถูกค้นพบได้ เพราะขณะที่วิชาการของมนุษยชาติได้ก้าวล้ำนำหน้าไปเท่าใดก็เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น

 และเมื่อเปรียบเทียบกับตำราธรรมชาติอันยิ่งใหญ่แล้ว มันก็เป็นเพียงหนึ่งบรรทัดเท่านั้นเอง

ไอน์สไตน์ เขียนในหนังสือ “ปรัชญาสัมพันธ์” ว่า:

“สิ่งที่เราได้เรียนรู้จาก “ตำราธรรมชาติ” นั้น สอนให้เราได้รู้ในหลายอย่างแต่เราก็ต้องรู้ไว้ด้วยว่า จนถึงเดี๋ยวนี้เรายังห่างไกลจากการค้นพบอันสมบูรณ์ของความเร้นลับทางธรรมชาติอีกมาก”

วิลเลียม เจมส์ กล่าวว่า :

“ความรู้ของเราเมื่อเทียบกับความไม่รู้ของเราแล้ว เปรียบได้ดังเช่น หยดนํ้าหนึ่งหยดเมื่อเทียบกับมหาสมุทรกระนั้น”

แต่ก็ยังมีนักวัตถุนิยมบางคนคิดว่ามันไม่มีคุณค่าใดๆ เพียงเพราะเขาไม่รู้ถึงความเร้นลับ และคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตต่างๆ

 การคิดอย่างนี้ไม่ผิดดอกหรือ? ขณะที่ ถ้าเขาพิจารณาอย่างรอบคอบ

 เขาจะพบได้อย่างง่ายดายว่า “ความไม่รู้” กับ “การไม่มี”นั้น

ห่างไกลกันเหลือเกิน เป็นการไม่ถูกต้องเลยที่มนุษย์คนหนึ่งไม่สามารถค้นพบสิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุให้เขาปฏิเสธว่า มันไม่มี

เป็นที่กระจ่างว่า การไม่รู้ถึงคุณสมบัติของสิ่งมีชีวิตนับล้านๆ อย่างจะต้องไม่เป็นตัวอุปสรรคอันใดต่อการที่มนุษย์จะพยายามทำความเข้าใจกับความลี้ลับของโลกที่ถูกสร้าง และระบบอันน่าอัศจรรย์นี้ ซึ่งนำพาสู่การรู้จักต่อผู้สร้างอันชาญฉลาด และรู้แจ้งในทุกสิ่ง

ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า เพียงการศึกษาสิ่งที่มีอยู่ในโลกเพียงอย่างเดียว หรือแม้กระทั่งบางส่วน ก็เพียงพอแล้วสำหรับการชี้นำสู่ “ผู้วางระบบ” และ “พระผู้สร้างผู้ทรงเกรียงไกร”

ตัวท่านเอง หากพบตำราเล่มหนึ่งที่เพียบพร้อมไปด้วยข้อมูลทางวิชาการและมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือ แต่บางวรรคบางตอนของมันไม่อาจทำให้ท่านเข้าใจได้ ท่านจะตัดสินตำราเล่มนี้อย่างไร ? ท่านจะไม่สนใจต่อข้อมูล

วิชาการที่เป็นผลิตผลทางความคิดอันสูงส่ง และยิ่งใหญ่ส่วนอื่นกระนั้นหรือ ? แน่นอนต้องไม่ใช่ เช่นนั้น มันจะไม่ดีกว่าหรือที่เราจะต้องคิดอยู่เสมอว่า

 “โลกนี้ก็เหมือนกับดวงตา ขนตา และคิ้ว

อยู่ ณ ที่ ๆ ของมันก็ดีอยู่แล้ว” (สำนวน)

บทที่ 6

กฎ “ลาวัวซิเย” และกฎแห่งการสร้าง

เราทุกคนรู้จัก และเคยเห็นเปลวไฟ เมื่อไฟลุกโชนเราไม่เคยคิดเลยหรือว่าไฟ คืออะไร ? ทุกวันนี้เรารู้ว่า

ไฟประกอบขึ้นมาจากก๊าซออกซิเจนถูกเผาไหม้ในอากาศ แต่นักเล่นแร่แปรธาตุสมัยก่อนเคยคิดว่า มีสิ่งหนึ่งที่มองไม่เห็นอยู่ในถ่าน หรือน้ำมัน เมื่อมันถูกเผา มันก็จะออกมาในรูปของเปลวไฟ !

ทัศนะเช่นนี้ ค่อยๆ แพร่กระจายออกไปมีคนเชื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีนักวิชาการ จำนวนไม่น้อยสนับสนุนทัศนะดังกล่าว และตั้งชื่อวัตถุที่มองไม่เห็นว่า “ฟลอจิสตอน”

สตาฮล์ กล่าวว่า :

“วัตถุที่ชื่อว่า “ฟลอจิสตอน” (แก่นแท้ และหัวใจของไฟ) มีอยู่ในใจกลางของวัตถุที่ถูเผาไฟ เมื่อมันถูกเผามันจะออกมาในรูปของเปลวไฟ”

และเขายังให้คำอธิบายอีกว่า สาเหตุที่ไม้ ถ่าน และนํ้ามันจะถูกเผาไหม้อย่างรวดเร็วนั้น ก็เป็นเพราะว่า

ในสสารเหล่านี้มี “ฟลอจิสตอน” อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ในสสารจำพวกโลหะจะมี “ฟลอจิสตอน” อยู่น้อย

เขา และพรรคพวกของเขายังเชื่ออีกว่า เมื่อเราเผาเหล็กด้วยความร้อน “ฟลอจิสตอน” จะออกมา และที่เหลือจะอยู่ในรูปของ “เสียง” (มีเสียงเวลาเผาไฟ)


3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23