ชีวประวัติอิมามฮะซัน

ชีวประวัติอิมามฮะซัน28%

ชีวประวัติอิมามฮะซัน ผู้เขียน:
ผู้แปล: อัยยูบ ยอมใหญ่
กลุ่ม: ห้องสมุดศาสดาและวงศ์วาน
หน้าต่างๆ: 134

ชีวประวัติอิมามฮะซัน
  • เริ่มต้น
  • ก่อนหน้านี้
  • 134 /
  • ถัดไป
  • สุดท้าย
  •  
  • ดาวน์โหลด HTML
  • ดาวน์โหลด Word
  • ดาวน์โหลด PDF
  • ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม: 64786 / ดาวน์โหลด: 5720
ขนาด ขนาด ขนาด
ชีวประวัติอิมามฮะซัน

ชีวประวัติอิมามฮะซัน

ผู้เขียน:
ภาษาไทย

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

46

47

48

49

50

51

52

53

54

55

56

57

58

59

60

61

62

63

64

65

66

67

68

69

70

71

72

73

74

75

76

77

78

79

80

บทที่ ๔.

เมื่อมุอาวิยะฮฺเข้ามาหาท่านอิมามฮะซัน(อ) ท่านได้อ่านดุอาอ์บทหนึ่งว่า

“ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณา ผู้ทรงเมตตาอยู่เป็นนิรันดร์ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผู้ทรงเกรียงไกร ข้อแต่อัลลอฮฺ

มหาบริสุทธิ์เป็นของพระองค์ ข้าแต่ผู้ดำรงอยู่เป็นนิรันดร์ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระผู้ทรงชีวิตไม่มีความตาย ข้าขอวิงวอนต่อพระองค์ เหมือนอย่างผู้ที่ตก

เป็นเหยื่อที่ปากเสือในขณะที่อยู่ในบ่อ ซึ่งไม่มีความสามารถจะหาทางใดๆ หลีกพ้นได้ นอกจากโดยการอนุมัติของพระองค์ ข้าขอวิงวอนต่อพระองค์ได้โปรดยับยั้งการกระทำของชายคนนี้ที่กระทำต่อข้า และให้พ้นจากศัตรูของข้าทุกคน ทั้งทางทิศตะวันออกและทางทิศตะวันตก ทั้งจากมนุษย์และญิน ขอได้โปรดเอาไปจากพวกเขาซึ่ง หู การได้ยิน ตา หัวใจ และอวัยวะต่างๆ ของพวกเขา ขอให้ผ่านพ้นจากแผนการร้ายของพวกเขาด้วยอำนาจและพลังของพระองค์ โปรดเป็นผู้ใกล้ชิดข้าเพื่อปกป้องให้พ้นจากพวกเขา

และคนพาลทั้งหลาย และให้พ้นจากมารร้ายที่ไม่ศรัทธาในวันตัดสินตอบแทน แท้จริงผู้คุ้มครองข้าคืออัลลอฮฺผู้ประทานคัมภีร์ลงมา และพระองค์ทรงคุ้มครองบรรดาผู้มีคุณธรรม ดังนั้นถึงแม้เขาทั้งหลายจะปฏิเสธ ดังนั้นก็จงกล่าวว่า อัลลอฮฺ ผู้ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ก็เป็นที่เพียงพอแล้วสำหรับข้า ข้าขอมอบหมายตนเองยังพระองค์ และพระองค์คือพระผู้อภิบาลแห่งบัลลังก์อันยิ่งใหญ่ ” ( ๔)

(๔ ) มุฮิจญุดดะอฺวาต หน้า ๑๔๓

๘๑

บทที่ ๕.

ท่านอิมามฮะซัน(อ)วิงวอนด้วยบทดุอาอ์อีกบทหนึ่งว่า

“ ข้าแต่ผู้เป็นที่พึ่งของผู้ที่ไร้ที่พึ่ง ทรงเป็นผู้ให้ความอบอุ่นใจแก่คนที่โดดเดี่ยว โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัด และลูกหลานของท่าน โปรดให้ข้าอบอุ่นใจกับพระองค์ แน่นอนที่สุด โลกของพระองค์ทรงความคับแค้นให้แก่ข้า โปรดบันดาลให้ข้ามีการมอบหมายตนต่อพระองค์

แน่นอนที่สุดศัตรูของพระองค์ได้รังควานข้าแล้ว ข้าแต่อัลลอฮฺ ได้โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัด และโปรดนำข้าเข้าสู่พระองค์ และให้ข้าแสวงหาพระองค์ ข้าขอมอบตัวยังพระองค์ และข้าขอกลับตัวยังพระองค์

ข้าแต่อัลลอฮฺ คุณลักษณะอันใดก็ตามที่ข้าพรรณนาถึงพระองค์หรือ

คำวิงวอนใดก็ตามที่ข้าวิงวอน ขอต่อพระองค์ ขอให้พระองค์ประทานความสัมฤทธิ์ผลตามนั้น โดยความรักจากพระองค์ และ ความปิติชื่นชมของพระองค์ ขอให้ข้ามีชีวิตอยู่ตามนั้นและตายลงกับสิ่งนั้น อันใดที่ข้ารังเกียจ

ก็ขอให้พระองค์ทรงเอาชีวิตของข้าไปสู่สิ่งที่พระองค์รักและชื่นชมยินดี

ข้าขออภัยโทษต่อพระองค์ พระผู้เป็นเจ้าของข้า ข้าขออภัยต่อพระองค์อันเนื่องมาแต่ความผิดพลาดของข้า ไม่มีพลัง ไม่มีอำนาจใดๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจาก พระองค์ผู้ทรงโอบอ้อมอารี

ผู้ทรงเผื่อแผ่ยิ่ง ขอให้อัลลอฮฺประทานพรแด่มุฮัมมัดและลูกหลานของท่าน ขอให้ความทุกข์โศกในโลกนี้และปรโลก จงผ่านพ้นไปจากเราเพราะความอบอุ่นจากพระองค์ ข้าแต่พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ” ( ๕)

๕(มุฮิจญุดดะอฺวาตหน้า ๑๔๔)

๘๒

บทที่ ๖.

ท่านอิมามฮะซัน(อ)มีดุอาอ์บทหนึ่งคือ

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ แท้จริงพระองค์คือผู้ดูแลสรรพสิ่งทั้งมวลของพระองค์ ในบรรดาสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างจะไม่มีใครเป็นผู้ดูแลเสมอเหมือนพระองค์ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ความดีงามใดๆที่มีก็เนื่องมาแต่ ความเมตตาของพระองค์ ความชั่วใด ๆ ที่มีก็เนื่องมาแต่ความผิดพลาดของมนุษย์เอง

จะไม่มีอะไรดีที่สุดเท่าการอภัยและความช่วยเหลือของพระองค์ไม่มีอะไรชั่วร้ายเท่ากับการบิดพลิ้วต่อพระองค์ และออกนอกกฎบัญญัติของพระองค์ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้ารู้จักพระองค์แล้ว ข้าได้เข้าสู่ทางนำตามคำสั่งของพระองค์ก็เพราะพระองค์ ถ้าหากไม่มีพระองค์ ข้าก็ไม่รู้จักว่าพระองค์คือใคร ข้าแต่พระผู้ทรงเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ทรงเป็นอย่างนั้น ที่นอกเหนือไปจากพระองค์โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัด และลูกหลานของมุฮัมมัด และโปรดประทานเครื่องยังชีพ ให้แก่ข้านั่นคือความบริสุทธิ์ใจในการงานของข้า และโปรดเผยความไพศาลแก่เครื่องยังชีพของข้า ข้าแต่อัลลอฮฺ โปรดประทานความดีให้แก่การงานของข้า ในตอนสุดท้ายของมันให้วันที่ข้าได้พบพระองค์เป็นวันที่ดีที่สุดของข้า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าเชื่อฟังปฏิบัติตามพระองค์ ความโปรดปรานที่ถือว่าเป็นบุญคุณยิ่งของพระองค์นั้น

โปรดประทานแก่ข้า อันเป็นสิ่งที่พระองค์รักมากที่สุด ได้แก่ ความศรัทธาต่อพระองค์ ความเชื่อมั่นต่อศาสนทูตของพระองค์ และข้าจะไม่ทรยศต่อพระองค์ด้วยการกระทำสิ่งที่พระองค์ชิงชังที่สุด อันได้แก่ การตั้งภาคีต่อพระองค์ การบิดเบือนต่อศาสนทูตของพระองค์ ดังนั้นโปรดให้อภัยแก่ข้าในส่วนที่อยู่ระหว่างของสองสิ่งนี้ด้วยเถิด ข้าแต่พระผู้ทรงเมตตาเหนือกว่าผู้มีความเมตตาใด ๆ ” ( ๖)

๖) มุฮิจญุดดะอฺวาต หน้า ๑๔๔)

๘๓

การตอบสนองต่อคำวิงวอน

เป็นที่รับประกันได้อย่างหนึ่งว่า คำวิงวอนที่ได้รับการตอบสนองประการหนึ่งนั้น ได้แก่

คำวิงวอนของผู้ที่ได้รับความไม่เป็นธรรมที่ขอให้มีอันเป็นไปแก่ผู้อธรรม บรรดาอิมาม(อ)นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม พวกเขาคือพวกที่ถูกกดขี่ ซึ่งได้รับแต่การประทุษร้าย ด้วยวิธีการต่างๆ นานา

จนในที่สุดพวกเขาทั้งหมด(ขออัลลอฮฺได้โปรดประทานความสันติสุขแด่ทุกท่าน) ต้องได้รับการสังหารและถูกลอบวางยาพิษแน่นอนที่สุด

การดำเนินชีวิตของบรรดาอิมาม(อ) ล้วนเต็มไปด้วยความอดกลั้นอดทน มีความเมตตาปราณีต่อคนที่ทำร้าย แต่บรรดาอิมาม(อ)ในยามที่ประสบกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจากบรรดาผู้อธรรม ท่านก็จะอ้อนวอนขอต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) เพื่อทรงประทานการลงโทษแก่คนเหล่านั้น ซึ่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็ทรงให้การสนองตอบคำวิงวอนของพวกเขา โดยให้คนที่ประทุษร้าย

เหล่านั้นได้รับการลงโทษในโลกนี้ก่อนการลงโทษในปรโลก

ในบทนี้เราจะกล่าวถึงเรื่องราวบางส่วนในเรื่องของการสนองตอบต่อคำวิงวอนขอของท่านอิมามฮะซัน(อ)

๑. มีประชาชนมาขอความช่วยเหลือต่อท่านอิมามฮะซัน(อ)ใน กรณีของอิบนุซิยาด ท่านจึงยกมือขึ้นวิงวอนขอว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ ได้โปรดจัดการกับอิบนุซิยาดให้แก่พวกเราและผู้ที่เป็นพรรคพวกของเราด้วยเถิด ให้เราได้เห็นการลงโทษ และความวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแก่เขาเถิด แท้จริงพระองค์ทรงมีเดชาสามารถในทุกสิ่ง ”

๘๔

ต่อมาปรากฏว่า มีโรคชนิดหนึ่งปรากฏออกมาจากหัวแม่มือด้านขวาของเขา แล้วมันลุกลามไปจนถึงคอ จากนั้นเขาก็ถึงแก่ความตาย(๑)

๒. ครั้งหนึ่งมุอฺาวิยะฮฺสั่งให้ท่านอิมามฮะซัน(อ)กล่าวคำปราศรัย ซึ่งท่านก็ได้กล่าวมันด้วยอรรถรสยิ่งนัก ปรากฏว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเป็นคนหนุ่มจากตระกูลอุมัยยะฮฺเข้ามาในที่ชุมนุมนั้น เขาแสดงความก้าวร้าวต่อท่านอิมาม(อ) ด่าประณามท่านอย่างรุนแรง และลามปามไปถึงบิดาของท่านอิมามด้วย ท่านอิมามฮะซัน(อ)กล่าวขึ้นว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอได้ทรงเปลี่ยนความโปรดปรานที่เขามีอยู่นั้นเสียเถิด ”

ปรากฏว่าชายคนนั้นกลายสภาพไปในทันที(๒)

-----------------------------------------------------

๑) อัด - ดัมอะตุซ - ซากิบะฮฺ เล่ม ๑ หน้า ๒๓๓)

๒) อิษบาตุล - ฮุดาฮ์ เล่ม ๕ หน้า ๑๔๙)

๘๕

สนธิสัญญาสันติภาพ

๑. ความเป็นมา

ท่านอะลี อะมีรุลมุมินีน(อ) เสียชีวิตไปในขณะที่หัวใจของท่านมีความเจ็บปวดอย่างใหญ่หลวง เนื่องจากสมาชิกบางคนของท่านคิดคดทรยศต่อท่าน และปฏิเสธที่จะให้การสนับสนุนท่านในหนังสือ

“ นะฮฺญุล-บะลาเฆาะฮฺ ”

ได้มีการบันทึกคำอุทธรณ์กับคนเหล่านั้นมีการตำหนิถึง

พฤติกรรมของพวกเขาอย่างเผ็ดร้อน เช่นครั้งหนึ่งท่านได้กล่าวว่า

“ แน่นอนพวกเจ้าทำให้หัวใจของข้ากลัดหนอง พวกเจ้าได้ทับถมภาระอันหนักหน่วงลงในหัวอกของข้า พวกเจ้ากลั่นแกล้งข้าให้ได้รับความขมขื่นอย่างท่วมท้น พวกเจ้าได้สร้างความเสียหายแก่ข้าด้วยการทรยศหักหลัง ”

อีกวาระหนึ่ง ท่านได้กล่าวกับพวกเขาว่า

“ น่าอดสูจริง ๆ แน่นอนข้าขอสาปแช่งในความเลวของพวกเจ้า พวกเจ้าพอใจในชีวิตแห่งโลกนี้มากกว่าปรโลกอันยาวนานกระนั้นหรือ

พวกเจ้าพึงพอใจในความต่ำต้อยมากกว่าเกียรติยศอันถาวรกระนั้นหรือ ?”

ท่านยังเคยเทศนาแก่พวกเขาในเชิงปรับทุกข์ครั้งหนึ่งว่า

“ ข้าขอยืนต่อหน้าพวกเจ้าในฐานะผู้คร่ำครวญ และขอเรียกร้องพวกเจ้าในฐานะผู้ขอความช่วยเหลือว่า ถ้าไม่รับฟังคำพูดใดๆ จากข้าก็รังแต่จะเกิดเหตุการณ์อันวิปโยคขึ้นในภายหลัง แล้วจะไม่มีร่องรอยใดๆ ของพวกเจ้าให้พบเห็นอีกเลย และพวกเจ้าก็จะไม่บรรลุถึงจุดหมายอันสูงสุด

ข้าเรียกร้องพวกเจ้าเพื่อให้ช่วยเหลือพี่น้องของพวกเจ้า แต่พวกเจ้าทำอิดเอือนอย่างกับอูฐที่เดินเชื่องช้า

๘๖

พวกเจ้าขัดขืนรั้งตัวเองไว้ข้างหลังจนสิ้น ที่เหลือไปเป็นทหารกับข้าก็เฉพาะคนอ่อนแอ ดังโองการที่ว่า :

“ เสมือนหนึ่งพวกเขาถูกลากจูงไปสู่ความตาย ในขณะที่พวกเขามองเห็น ”

เมื่อประสบกับความผิดหวังที่ร้ายแรงที่สุด ท่านได้กล่าวว่า

“ ชั่งอัปยศแท้ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ พวกเจ้าช่วยเหลือใครกันแน่ ใครที่ได้ถลำตัวไปกับพวกเจ้า ก็เท่ากับเขาได้ถลำตัวไปในหุบเหวอันแสนลึก ”

ท่านอิมามอะลี(อ)ยังได้พรรณนาถึงบุคคลเหล่านั้นอีกว่า

“ ไม่เคยมีข้อเรียกร้องอันใดที่หนักหน่วงเท่ากับข้อเรียกร้องของพวกเจ้า ไม่เคยมีหัวใจที่ไม่ทุกข์ใดๆ เท่าหัวใจที่แข็งกระด้างของพวกเจ้า

ต้นเหตุของความหลงผิดก็คือการต่อต้านผู้ทรงคุณวุฒิสูงส่งทางศาสนา ”

ท่านเคยสำทับเตือนคนเหล่านั้นว่า

“ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ข้ามั่นใจเหลือเกินว่า คนเหล่านั้นจะล่อลวงพวกเจ้าให้เข้าไปอยู่ในความผิดพลาดร่วมกับพวกเขา และจะแย่งชิงสิทธิของพวกเจ้า นั้นขึ้นอยู่กับการที่พวกเจ้าทรยศต่ออิมามที่ชอบธรรมของพวกเจ้า แต่กลับปฏิบัติตามผู้นำที่ผิดพลาดของพวกเจ้า ”

ในขณะที่ทหารของอิมามอะลี(อ)มีลักษณะดังกล่าว แต่กองทหารของฝ่ายศัตรูกลับให้การเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาของตนเป็นอย่างดี

๘๗

จนท่านอิมาม(อ)ถึงกับกล่าวว่า

“ ผู้บังคับบัญชาของพวกเจ้าปฏิบัติตามอัลลอฮฺ(ซ.บ.) แต่พวกเจ้ากลับทรยศต่อเขา ส่วนผู้บังคับบัญชาของชาวชามทรยศต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) แต่พวกเขายังเชื่อฟังปฏิบัติตาม ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ข้าจะพอใจอย่างยิ่ง ถ้าหากมุอาวิยะฮฺยอมแลกเปลี่ยนทหารกับฉัน เหมือนอย่างกับการแลกเงินดีนาร์กับเงินดิรฮัม กล่าวคือให้เขาเอาพวกเจ้าไปจากข้า ๑๐ คน แล้วให้เขามอบพวกเขาเหล่านั้นมาให้ข้าเพียงคนเดียว ” ( ๑)

มุอาวิยะฮฺ รู้ดีว่าทหารของอิมามอะลี(อ)แปรพักตร์จากท่านเสียแล้ว เขาจึงกล่าวว่า

“ ข้าอยู่กับความจงรักภักดีจากบรรดาทหาร ส่วนเขาอยู่กับความคิดคดของเหล่าทหาร ” ( ๒)

๒. ทหารอิมามฮะซัน(อ)

ทหารในสมัยของท่านอิมามฮะซัน(อ) ได้เกิดมีปัญหายุ่งยากใหญ่หลวงเพราะทหารของท่านเพิ่มการทรยศมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ กว่าจะได้ออกไปทำสงครามในแต่ละครั้งก็ต้องพร่ำแล้วพร่ำอีก และต้องได้ยินเสียงร้องตะโกนตะคอกของอะดี บินฮาติม และชาวเมืองบัศเราะฮฺคนอื่นๆ

เสียก่อน

-------------------------------------------------------------

๑) บางส่วนจากนะฮฺญุล - บะลาเฆาะฮฺ)

๒) อัลฮะซัน บิน อะลี ของกามิล ชุลัยมาน หน้า ๑๙๗)

๘๘

ชัยค์อัล-มุฟีด(ขอให้ท่านประสบกับความเมตตา) ได้พรรณนาถึงลักษณะความเป็นอยู่ของทหารท่านอิมามฮะซัน(อ)ว่า

“ ยามที่ประชาชนกระวีกระวาดเพื่อออกไปต่อสู้ พวกเขากลับหน่วงเหนี่ยวและรักตัวกลัวตาย และที่ออกไปกับท่านก็มีประชาชนในรูปแบบ

ต่างๆ ผสมปนเปกันไปบ้างก็เป็นพรรคพวกของผู้เป็นบิดาของท่านเองในอดีต บ้างก็เป็นคนของท่านเอง บ้างก็เป็นพวกที่แสวงหาผลประโยชน์ใน

การต่อสู้กับมุอาวิยะฮฺในทุกรูปแบบ บ้างก็เป็นพวกที่มีพฤติกรรมแอบแฝง คือ มุ่งแต่จะได้ปัจจัยในการสงคราม บางคนที่มีเงื่อนงำน่าสงสัย บางคนก็เป็นพวกทรยศมาก่อนที่ติดตามหัวหน้าเผ่าของตนโดยไม่มีการหวนคำนึงถึงศาสนา ” ( ๓)

๓) อัล - อิรชาด หน้า ๑๙๓)

๓. อุบัยดุลลอฮฺ บินอับบาซ

พลทหารของท่านอิมามฮะซัน(อ) ส่วนมากเป็นผู้ที่เห็นแก่ประโยชน์

เล็กๆ น้อยๆ ท่านเคยส่งทหารออกไปรบจำนวน ๑๒ , ๐๐๐ คน ภายใต้การนำของ อุบัยดุลลอฮฺ บินอับบาซ คนผู้นี้เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ เพราะแต่ก่อนนั้นเขาเคยทำงานร่วมกับท่านอะมีรุลมุมินีน (อ) ขณะเดียวกับที่ถูกอัปเปหิมาจากมุอฺาวิยะฮฺ และเคยได้บะซัร บินอิฏอฮฺช่วยฆ่าเด็กเล็ก ๆ สองคนเพื่อช่วยเขาที่ยะมัน ปรากฏว่าทั้งเขาและคนอื่น ๆ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับบัญชาทหาร

๘๙

ทหารเหล่านี้ได้ออกเดินทางมาถึงเมืองอะยูเฎาะฮฺ ใกล้กับตำบลมัสกิน ได้พบกับกองทหารของ “ ชาม ” มุอฺาวิยะฮฺได้เชิญตัวเขาไปและมอบเงินให้จำนวน ๑ , ๐๐๐ ,๐๐๐ ดิรฮัม โดยจ่ายให้ก่อนครึ่งหนึ่ง และจะจ่ายให้อีกหลังจากได้เข้าเมืองกูฟะฮฺ

ธรรมดาของคนที่ละโมภ เขาก็ยินยอมเพื่อสิ่งนั้น ถึงแม้จะโดยวิถีทางที่ไม่ชอบธรรม บรรดาทหารมาเริ่มเข้าใจเอาตอนที่เห็นผู้บังคับบัญชาของตนยืนร่วมนมาซกับพวกนั้น และในแถวนมาซก็มีมุอาวิยะฮฺ ร่วมอยู่ด้วย ขณะนั้นชาว “ ชาม ” คนหนึ่งลุกขึ้นประกาศว่า

“ ผู้ปกครองของพวกท่านอยู่กับเราที่นี่แล้ว เขาได้ให้สัตยาบันต่อเราแล้ว และอิมามของพวกท่านก็ยอมประนีประนอมแล้ว......(เขายังพูดยาวต่อไปจนถึงประโยคที่ว่า).....ถ้ามิฉะนั้นแล้วพวกท่านก็ต้องฆ่าตัวของพวกท่านเอง ”

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว ทหารเหล่านั้นก็ตกลงเข้าร่วมขบวนการกับมุอฺาวิยะฮฺ มากขึ้นเรื่อยๆ

ท่านยะอฺกูบีกล่าวว่า

“ อุบัยดุลลอฮฺ ได้นำทหารเข้าสวามิภักด์ต่อมุอฺาวิยะฮฺแปดพันคน ” ( ๔)

------------------------------------------------------------------

๔) ตารีค อัล - ยะอฺกูบีย์ เล่ม ๒ หน้า ๒๐๔)

๙๐

๔. การติดต่อสัมพันธ์

ระหว่างชาวกูฟะฮฺกับมุอฺาวิยะฮฺ

มุอฺาวิยะฮฺได้พยายามดำเนินงานด้วยวิธีคดโกงและให้สินบน ตลอดทั้งวิธีการต่างๆ ทุก

รูปแบบที่ไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา เพื่อสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในหมู่ทหารของท่านอิมามฮะซัน(อ) จนกระทั่งมีผู้บังคับบัญชาและคนระดับแกนนำบางคนต้องคล้อยตามกับเขาไป(๕)

มุอฺาวิยะฮฺ พยายามดำเนินการเช่นนี้ กล่าวคือ เขาเคยเขียนจดหมายไปหาบุคคลระดับหัวหน้าในเมืองกูฟะฮฺหลายคน โดยสัญญากับคนเหล่านั้นว่าจะยกทรัพย์สินให้ หรือไม่ก็จะมอบตำแหน่งข้าหลวงปกครองเมือง “ ชาม ” หรือไม่ก็จะยกลูกสาวของตนให้แต่งงานด้วย ถ้าหากใครสามารถฆ่าท่านอิมามฮะซัน(อ)ได้ ปรากฏว่าท่านอิมาม(อ)รู้เรื่องนี้ ท่านถึงกับต้องสวมเสื้อเกราะในเวลานมาซ และมีอยู่ครั้งหนึ่งท่านโดนลูกธนูขณะที่ทำการนมาซ(๖)

บรรดาผู้นำเผ่าอีกจำนวนหนึ่งก็แสดงความพอใจต่อมุอฺาวิยะฮฺโดยเขียนจดหมายไปถึงเขาว่า จะเชื่อฟังปฏิบัติตามเขาอย่างลับๆ และเรียกร้องให้เขาเดินทางมาหาพวกตน และให้สัญญาอย่างแข็งขันว่า จะบีบให้ท่านอิมาม(อ)ยอมจำนนต่อเขาในทันทีที่เขายกกองทหารเข้ามา หรือไม่ก็ร่วมมือกับเขา(๗)

-------------------------------------------------------------------------

( ๕) ในหนังสืออัด-ดัมอะตุซ-ซากิยะฮฺ เล่ม ๑ หน้า ๒๓๘

( ๖) ในเล่มเดิม หน้า ๒๓๘

( ๗) อัล-อิรชาด หน้า ๒๓๙

๙๑

ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าหากท่านอิมาม(อ)ขืนทำล่าช้าในการเจรจาสันติภาพแน่นอนที่สุดชาวกูฟะฮฺ จะต้องสวามิภักด์ต่อมุอาวิยะฮฺทันที เมื่อนั้นก็จะเป็นผลเสียแก่ท่านมากกว่าผลดี

ท่านอิมามฮะซัน (อ)ได้ส่งทหารไปจำนวน ๔ , ๐๐๐ คน โดยมีผู้บังคับบัญชาเป็นคนตระกูลกันดะฮฺ เมื่อไปถึงแล้ว มุอาวิยะฮฺก็มอบเงินให้ ๕ , ๐๐๐ , ๐๐๐ ดิรฮัม เขาก็ยอมสวามิภักด์กับมุอฺาวิยะฮฺ ท่านอิมาม (อ) ส่งทหารตามไปอีกจำนวน นำโดยคนตระกูลมุร็อด มุอฺาวิยะฮฺก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับคนแรก คนตระกูลมุร็อด ผู้นั้นก็ยอมทิ้งทหารและเข้าสวามิภักด์กับมุอฺาวิยะฮฺ

มุอฺาวิยะฮฺได้ติดสินบนแก่ อัมรฺ

บินฮาริษ , อัซอัษ บินก็อยสฺ และฮะญัร บินฮะญัร ว่า จะมอบเงินให้ ๒ , ๐๐๐ , ๐๐๐ ดิรฮัม และให้เป็นผู้นำกองทัพ “ ชาม ” และให้แต่งงานกับลูกสาวของตน ถ้าหากสามารถฆ่าท่านอิมามฮะซัน (อ) ได้ พวกเขายอมรับเงื่อนไขดังกล่าวแต่กระทำการไม่สำเร็จ

๙๒

๕. ความห้าวหาญ

ของท่านอิมามฮะซัน(อ)

ท่านอิมามฮะซัน(อ)บังคับบัญชาบรรดาทหารด้วยความลำบากใจและสับสน ในขณะที่มุอฺาวิยะฮฺ ดำเนินแผนการชั่วของตนไปเรื่อย ๆ ครั้งหนึ่งเขาส่งคนไปหาท่านอิมาม(อ)ซึ่งประกอบด้วย

มุฆีเราะฮฺ บินชุอฺบะฮฺ , อับดุลลอฮฺ บินอฺามิร บินกะรีซ และอัดดุรเราะฮฺมาน บินอุมมุลฮุกมฺ คนเหล่านั้นมาพบท่านในขณะที่ท่านอยู่ในเมือง

“ มะดาอิน ” กำลังทำการสู้รบอยู่ในสมรภูมิ หลังจากนั้นพวกเขาก็ออกมาจากท่านพูดคุยกับประชาชนว่า

“ แท้จริงอัลลอฮฺทรงปกป้องเลือดเนื้อของลูกหลานท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) และทรงระงับภัยพิบัติไม่ให้ประสบกับเขา และเขายอมรับสงบศึกแล้ว ”

ทันใดนั้นเองทหารก็เกิดความสับสนทันที ประชาชนทั้งหลายก็เชื่อคนเหล่านั้นโดยไม่ระแวงสงสัย แล้วคนพวกนั้นก็เข้าจู่โจมท่าน(อ)ทันที เกิดการสู้รบกัน ท่านอิมาม(อ)ขึ้นขี่ม้าไล่ตามลับหายไปในความมืด แล้วถูกญิรอฮฺ บินซินาน อัล-อะซะดี ลอบแทงที่ต้นขา ท่าน(อ)จับที่เคราของญิรอฮฺและบิดอย่างรุนแรงจนคอของเขาหัก แล้วท่านอิมาม(อ)ก็ถูกนำตัวกลับเมือง

“ มะดาอิน ” เลือดไหลไม่หยุด บาดแผลคราวนี้ของท่านฉกรรจ์นัก แต่...ประชาชนกลับทอดทิ้งท่าน (๘)

----------------------------------------------------

( ๘) ตารีคอัล-ยะอฺกูบี เล่ม ๒ หน้า ๒๐๕

๙๓

๖. หากรบก็ถูกสังหาร

ท่านอิมามฮะซัน(อ)มีความจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจเลือกเอาข้างใดข้างหนึ่งระหว่างสองประการคือ จะต้องยอมตายทั้งตัวท่านเองและอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ของท่าน รวมทั้งบรรดาผู้รู้ในหมู่ชนที่เป็นพรรคพวกของท่าน ทั้งนี้พวกท่านจะต้องต่อสู้ขับเคี่ยวกับทหารของ “ ชาม ” เป็นเวลาที่ยืดเยื้อยาวนาน จากนั้นความสำเร็จก็ตกอยู่กับฝ่ายมุอาวิยะฮฺ กล่าวคือเขาจะต้องมีชัยชนะต่อบรรดาชาวมุสลิม และลบล้างระบบอิสลาม ในหน้าพิภพจะเต็มไปด้วยความเสียหาย และบางทีมนุษยชาติอาจหวนกลับไปสู่อารยธรรมแบบป่าเถื่อนอีกครั้งก็เป็นได้ หรือไม่ท่านก็ยินยอมรับตามข้อตกลงเพื่อความอยู่รอดของบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺและพรรคพวกของท่าน ต่อจากนั้นอิสลามก็จะได้มีโอกาสเผยแผ่ต่อไป คำสอนและบทเรียนของอิสลามก็จะมีโอกาสเผยแผ่ต่อไปเหมือนอย่างที่ท่านอะมีรุลมุมีนีน (อ) บิดาของท่านได้กระทำมาแล้วนานถึง ๒๕ ปี

( ๗) หากท่านอิมาม (อ) ถูกสังหาร รัศมีแห่งสัจธรรมเป็นอันต้องดับวูบลง

อิมามฮะซัน(อ)จะถูกสังหารไม่ได้ นอกจากอิมามฮุเซน(อ)จะต้องถูกสังหารเสียก่อน และอิมามฮุเซน(อ)ก็จะต้องถูกสังหารไม่ได้นอกเสียจากว่า ชาวบะนีฮาชิมจะต้องถูกฆ่าเสียก่อนเช่นกัน

และชาวบะนีฮาชิมจะถูกฆ่าไม่ได้เหมือนกัน นอกจากบรรดาสาวกและตาบีอีนที่ยังคงเหลืออยู่บ้างต้องถูกฆ่าเสียก่อน แล้วเมื่อนั้นโอกาสดีก็จะตกเป็นของมุอาวิยะฮิ ในอันที่จะนำอารยธรรมอันป่าเถื่อนตามแบบ “ อุมัยยะฮฺ ” มาสานต่อ แล้วเลิกล้มระบบอิสลาม แต่ถ้าหากท่านยินยอมต่อเขาอย่างนี้

๙๔

เขาก็จะไม่สามารถนำเอาความแปดเปื้อนและแปลกปลอมอะไรเข้ามาได้ถนัดนัก เคยมีผู้คนติเตียนอิมามในกรณีที่ท่านยอมทำสัญญาสันติภาพ

ท่านตอบเขาไปว่า

“ ฉันกล่วว่าบรรดามุสลิมจะถูกลบล้างไปจากหน้าแผ่นดิน แต่ฉันยังต้องการให้ศาสนานี้ดำรงอยู่ ” ( ๙)

ซุฟยาน บินยาลีล กล่าวกับท่านอิมาม(อ)ในครั้งหนึ่งว่า

“ อัสลามุอะลัยกะ โอ้ ผู้ยังความต่ำต้อยให้กับมวลผู้ศรัทธา ”

ท่านกล่าวตอบเขาว่า

“ ฉันมิได้ทำอะไรให้พวกเขาต่อต้อย ? ฉันไม่ชอบที่จะมีการทำลายพวกเขา(มุอ์มิน) และล้ม

ล้างพวกเขาจนหมดสิ้น ” ( ๑๐)

อะบีซะอีดเคยถามท่านอิมามฮะซัน(อ)ถึงเหตุผลในการทำสนธิสัญญาสันติภาพ ท่านได้ตอบว่า

“ ถ้าฉันไม่ทำอย่างที่ฉันทำ แน่นอนพรรคพวกของฉันจะไม่เหลืออยู่บนหน้าแผ่นดินเลยแม้แต่คนเดียว เพราะจะต้องถูกฆ่าจนหมดสิ้น ” ( ๑๑)

------------------------------------------------------------------------------

๙) ฮะยาตุล - อิมามฮะซัน ( อ ) ของอัล - กุร็อยซี เล่ม ๒ หน้า ๒๓๐)

๑๐) ตัชกิเราะตุล - ค่อวาศ หน้า ๑๑๔)

๑๑) บิฮารุล - อันวารฺ เล่ม ๑๐ หน้า ๑๐๑)

๙๕

๘. มุอาวิยะฮฺ บินอะบีซุฟยาน

อะบูซุฟยานนั้นเป็นศัตรูของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และเป็นศัตรูของท่าน

ศาสนทูตที่ร้ายกาจที่สุดในบรรดาคนทั้งหลาย ก็ยังครุ่นคิดถึงการที่จะเข้ารับอิสลาม แต่มุอาวิยะฮฺ ได้เขียนหนังสือถึงเขาว่า

“ ทะเลทรายเอ๋ย เจ้าอย่าได้ยอมจำนนเลยเป็นอันขาด แม้เพียงวันเดียว เพราะหลังจากชาวบะตัรเป็นผุยผงไปแล้วเราจะเอาชนะให้ได้ ”

มุอาวิยะฮฺ ยังมีความแค้นเคืองไม่หายต่อระบบอิสลาม และผู้ทรงสิทธิในตำแหน่งผู้นำ นั่นคือ ท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ) ครั้งหนึ่งเขาเคยจัดประชุม แล้วเรียกอิบนุอับบาซ(ร.ฎ.)เข้ามา แล้วกล่าวว่า

“ แท้จริงในจิตใจของข้ามีความเคียดแค้นพวกเจ้ามากที่สุด

โอ้บะนีฮาชิม ฉันนี่แหละคือผู้ที่จะสร้างปัญาหให้เกิดขึ้นในหมู่พวกเจ้า เลือดของพวกเราเคยอยู่เบื้องหน้าพวกเจ้า และความไม่เป็นธรรมต่อเราก็มีอยู่ในหมู่พวกเจ้า ” ( ๑๒)

เราไม่อยากจะเชื่อว่า จะมีมุสลิมคนใดพูดอย่างนี้ได้ ถ้าหากอิสลามได้เข้าสู่จิตใจของเขาแล้ว

เขาต้องการมีชัยชนะในยุทธวิธีแบบป่าเถื่อน เป็นศัตรูของอิสลามและท่านศาสนทูต(ศ)ที่ร้ายยิ่งกว่านี้ก็คือ คำบอกเล่าที่มีรายงานบันทึกมาจาก มุฏร็อฟ บินอัล-มุฆีเราะฮฺ บินชุอฺบะฮฺว่า :

ฉันกับอัล-มุฆีเราะฮฺ ผู้เป็นบิดาได้เข้าพบมุอาวิยะฮฺ และปรากฏว่าบิดาของฉันได้เข้าพูดคุยสนทนากับมุอาวิยะฮฺ ต่อจากนั้น ท่านก็กลับมาหาฉัน แล้วท่านก็ได้กล่าวถึงเรื่องของมุอาวิยะฮฺ และความเฉลียวฉลาดให้ฉันฟัง ดูท่านจะรู้สึกแปลกใจในสิ่งที่ได้พบเห็นในตัวของมุอาวิยะฮฺ มาก

๑๒) อัล - ฮะซัน บินอะลี ของกามิล ชุลัยมาน หน้า ๑๘๒)

๙๖

ครั้นเมื่อถึงเวลากลางคืน ท่านไม่รับประทานอาหารค่ำ และฉันสังเกตเห็นท่านนั่งครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา

ฉันก็คอยดูอยู่ชั่วโมงหนึ่ง แล้วฉันก็คิดว่า จะต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา และการงานของเราสักอย่างแน่

ฉันจึงกล่าวกับท่านว่า

“ ทำไมท่านถึงได้นั่งครุ่นคิดอยู่ทั้งคืน ?”

ท่านตอบว่า “ ลูกเอ๋ย พ่อได้มาพบกับคนที่เลวที่สุดแล้ว ”

ฉันถามว่า “ เรื่องมันเป็นอย่างไร ?”

ท่านกล่าวว่า “ ขณะที่พ่ออยู่กับเขาเพียงลำพัง พ่อพูดกับเขาว่า ท่านอะมีรุลมุมีนีน (มุอาวิยะฮฺ) เอ๋ย แท้จริงท่านก็ล่วงเข้าสู่วัยที่มีอายุมากแล้ว ถ้าหากว่าท่านแสดงออกมาซึ่งความยุติธรรม และกระจายคุณงามความดีก็จะเป็นการดีที่สุด ท่านก็ดูชราภาพแล้ว ท่านน่าจะพิจารณาดูชาวบะนีฮาชิมแล้วเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีกับพวกเขาเสีย ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ว่า ขณะนี้พวกเขาไม่มีอะไรที่ท่านจะกลัวอีกแล้ว ”

เขาตอบว่า “ ช้าก่อน ช้าก่อน กษัตริย์แห่งพี่น้องของ “ ตีม ” เขามีความยุติธรรม และเขาได้ทำหน้าที่ต่าง ๆที่ควรทำ แต่ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ไม่เห็นเขามีอะไร นอกจากความตายและชื่อเสียงของเขาก็สลายไป อาจมีบางคนเรียกเขาว่า อะบูบักร์ (ก็เท่านั้น) จากนั้นก็กษัตริย์แห่งพี่น้องของ “ บะนีอะดี ” เขาก็เก่งกาจและสามารถดำรงตำแหน่งได้ ๑๐ ปี

แต่ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ก็ไม่เห็นมีอะไร นอกจากความตายและชื่อเสียงของเขาก็สลายไป อาจมีบางคนเรียกเขาว่า อุมัร(ก็เท่านั้น) ต่อจากนั้นก็กษัตริย์อุษมาน อาณาจักรของชายผู้นี้เกรียงไกรไม่มีใครเหมือน เขาทำหน้าที่ต่างๆ และเขาถูกกระทำเหมือนที่เขากระทำ

๙๗

ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า ไม่เห็นมีอะไรนอกจากว่าเขาได้ตายไป ชื่อเสียงของเขาและผลงานของเขาก็หมดไป แท้จริงพี่น้องแห่ง

“ บะนีฮาชิม ” เขาประกาศก้องทุกวัน ๆ ละ ๕ ครั้งว่า ข้าขอปฏิญานตนว่า มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ แล้วหลังจากนั้นจะมีผลงานอะไรบ้างที่เหลือ ไม่มีอะไรเลยจริงๆ ไม่เชื่อคอยดู

ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ จะไม่มีอะไรเหลือนอกจากการถูกฝังเท่านั้น ” ( ๑๓)

คำบอกเล่านี้ได้รู้ไปถึงหูมะอ์มูนโดยคนบางคนที่เป็นลูกน้องของเขา

เขาได้เขียนบันทึกส่งไปหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อประณามมุอาวิยะฮฺ และประกาศตัดสัมพันธ์ไมตรีกับทุกคนที่สนับสนุนมุอาวิยะฮฺในทางที่ดี เพราะเขาเห็นว่า คำพูดมุอาวิยะฮฺที่พูดออกไป เป็นคำพูดของพวกบูชาเจว็ด และพวกป่าเถื่อนที่ทรยศต่ออัลลอฮฺ ปฏิเสธศาสนทูตของพระองค์ และบรรดาผู้ปกครองที่สืบตำแหน่งภายหลัง(๑๔)

๑๓) กัชฟุล - ฆุมมะฮฺ หน้า ๑๒๖)

๑๔) อัล - ฮะซัน บินอะลี ของกามิล ชุลัยมาน หน้า ๒๑๒)

๙๘

มุอาวิยะฮฺ ไม่เคยละเลยในการประณามท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ) นอกจากเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะเขาฝังความเคียดแค้นต่ออิสลามและศาสนทูต(ศ)ไว้ในตัวเองอย่างมากมาย ทั้งๆ ที่ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เคยกล่าวไว้ว่า

“ ผู้ใดประณามฉันก็เท่ากับประณามอัลลอฮฺ และผู้ใดที่เขาประณามอะลีก็เท่ากับประณามฉัน ” ( ๑๕)

มุอาวิยะฮฺ เป็นคนที่ออกห่างจากความรู้ในเรื่องอิสลามและบทบัญญัติ เขาดำเนินชีวิตไปตามเหตุผลของคนในอารยธรรมที่ป่าเถื่อนในอดีต ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวคำเทศนาสั้นๆ หลังจากนมาซร่วมกับประชาชนในตอนเช้าของวันหนึ่งว่า

“ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ฉันมิได้ทำสงครามกับพวกท่านเพื่อให้พวกท่านนมาซหรือเพื่อถือศีลอด หรือเพื่อบำเพ็ญฮัจญ์ และมิใช่เพื่อจ่ายซะกาต เพราะพวกท่านได้กระทำในสิ่งเหล่านี้กันอยู่แล้ว แต่ที่ฉันทำสงครามกับพวกท่านก็เพื่อจะได้ปกครองพวกท่าน โดยที่อัลลอฮฺได้มอบสิ่งนี้ให้แก่ฉัน ในขณะที่พวกท่านรังเกียจมันอยู่ นอกจากนี้ ฉันจะเป็นคนที่เอาคำสอนต่างๆทั้งหมดของฮะซัน บินอะลี มาไว้ที่ใต้ฝ่าเท้าของฉันจนกระทั่งไม่ยอมให้มีอะไรเหลือ ” ( ๑๖)

๑๕) มุเราวิญุช - ซะฮับ เล่ม ๒ หน้า ๔๓๕)

๑๖) อัล - อิรชาด หน้า ๑๙๖)

๙๙

ครั้งหนึ่งเขาเคยยืนกล่าวคำปราศรัยต่อหน้าคนในตระกูลกุเรชว่า

“ ฉันมิได้ดำเนินการปกครองโดยแนวทางแห่งความรักตามที่ฉันเรียนรู้มาจากพวกท่าน แต่ฉันจะควบคุมพวกท่านด้วยดาบอันแข็งกร้าวของฉัน แน่นอนฉันเองก็ชอบที่จะปกครองพวกท่านไปตามวิธีการของบุตรแห่งกุฮาฟะฮฺ(อะบูบักร์) แต่มันก็ขัดกับฉัน และฉันต้องการใช้วิธีการของอุมัร แต่ฉันก็หลีกหนีมันอย่างสุดเหวี่ยง และฉันต้องการใช้วิธีการของอุษมาน แต่มันก็ค้านกับฉัน ฉะนั้น ฉันจึงแผ้วถางแนวทางของฉันสำหรับเรื่องนี้อีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งจะอำนวยประโยชน์สุข

ให้แก่พวกท่าน มันจะให้การกินดีอยู่ดี เพราะถึงแม้ท่านทั้งหลายจะไม่พบความดีจากตัวฉัน แต่ฉันก็จะให้การปกครองที่ดีแก่พวกท่านได้ ” ( ๑๗)

ท่านอะบูดัรดาอ์เคยเห็นเขาดื่มน้ำจากภาชนะที่ทำด้วยทองคำและเงินแท้ แล้วพูดกับเขา(มุอาวิยะฮฺ)ว่า :

แท้จริงฉันเคยได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กล่าวว่า

“ คนที่ดื่มจากภาชนะเหล่านี้ ไฟนรกอันร้อนแรงจะไหลลงสู่ท้องของเขา ”

มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ แต่ฉันไม่เคยเห็นอะไรเกิดขึ้นเลย ”

ท่านอะบูดัรดาอ์กล่าวอีกว่า “ ไม่เคยมีใครเถียงฉันเท่ามุอาวิยะฮฺ ฉันบอกเขาจากคำพูดของศานทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) แต่เขาพูดกับฉันตามความคิดของเขาเอง ฉันไม่อาจอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกับเขาได้เลย ” ( ๑๘)

๑๗) อัล - ฮะซัน บินอะลี ชองกามิลซุลัยมาน หน้า ๑๙๖)

๑๘) อัล - ฮะซัน บินอะลี ชองกามิลซุลัยมาน หน้า ๒๑๗)

๑๐๐

ถ้าเราจะพูดถึงเรื่องราวของมุอาวิยะฮฺทั้งหมด ก็จำเป็นต้องมีเนื้อที่กระดาษหลายๆ เล่ม แต่ก็พอจะรู้อะไรๆ ได้อย่างเพียงพอ ถ้าหากได้อ่านหนังสือ อัน-นะศออิฮฺ อัล-กาฟียะฮฺ ลิมัน ยะตะวัลลา มุอาวิยะฮฺ

(บทเรียนของผู้ที่ยอมรับมุอาวิยะฮฺ) ของท่านซัยยิดมุฮัมมัด บินอะกีล และตำราประวัติศาสตร์อีกหลายเล่มที่เสนอข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับชายผู้นี้

เราเชื่อว่าเรื่องราวตามที่ได้ผ่านสายตาท่านไปแล้วนี้ จะสามารถทำให้เห็นพ้องกับการทำสนธิสัญญาของท่านอิมามฮะซัน (อ) ผู้ชาญฉลาดว่า เป็นการพิทักษ์ไว้ซึ่งระบบอิสลาม และเป็นการอนุรักษ์มรดกของมวลมุสลิมให้ดำรงอยู่ได้ และเพื่อเป็นการจำกัดเส้นทางเดินให้แก่มุอาวิยะฮฺ ด้วยการโต้คารมของอิมามฮะซัน(อ)ต่อมุอาวิยะฮฺและบริวารของเขา

ทุกคนที่ได้เข้าใจในส่วนนี้จะสามารถล่วงรู้ไปถึงความอาฆาตมาดร้ายและความคั่งแค้นที่สุมอยู่ในจิตใจของพวกอุมัยยะฮฺเป็นอย่างดีเลยทีเดียว คนเหล่านี้ไม่เคยหยุดยั้งและลดราวาศอก การติดตามรังควานท่านอิมามฮะซัน(อ)และการทำงานของท่าน ทั้ง ๆ ที่ยอมรับในข้อตกลงกับพวกเขาแล้ว อีกทั้งยังได้มอบอาณาจักรการปกครองและอำนาจให้แก่พวกเขาแล้ว ทั้งนี้มิใช่เป็นเพราะจุดประสงค์อื่นใด นอกจาการด่าประณามท่านและบิดาของท่าน(อ)อีกนั้นเอง

๑๐๑

ท่านอิบนุ อะบิล-ฮะดีด ได้กล่าวไว้ว่า มีรายงานบันทึกโดยอัซ-ซุบัยร์ บินบะการ์ ไว้ในหนังสือ อัล-มุฟาคอร็อต ว่า :

ครั้งหนึ่งมีคนหลายคนมารวมตัวกันที่สำนักของมุอาวิยะฮฺ เช่น อัมร์ บิน อัล-อ๊าศ , วะลีด บินอุกบะฮฺ บินอะบีมุอีด อุตบะฮฺ บินอะบีซุฟยาน อิบนุ ฮัรบ์ อัลมุฆีเราะฮฺ บินชุอฺบะฮฺ ซึ่งถ้อยคำอันไม่น่าพอใจและน่าตำหนิติเตียนจากคำพูดของท่านอิมาม (อ) ที่ เกี่ยวกับตัวของพวกเขาเคยได้ยินไปถึงหูของพวกเขา ในขณะที่ความไม่พอใจ เกี่ยวกับอิมาม (อ) ที่ออกจากปากพวกเขาก็เคยรู้ถึงหูท่านด้วย พวกเขากล่าวว่า

“ ข้าแต่อะมีรุลมุมีนีน(มุอาวิยะฮฺ) แท้จริงฮะซันได้เจริญรอยตามบิดาของเขา เวลาเขาพูดก็มีคนเชื่อ เวลาเขาออกคำสั่งก็มีคนปฏิบัติตาม คนทั่ว ๆ ไปยำเกรงเขา เมื่อเป็นเช่นนี้สักวันหนึ่งเขาจะยิ่งใหญ่ขึ้นมา และไม่แคล้วที่พวกเราจะได้รับความเดือดร้อนจากเขา ”

มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ แล้วพวกท่านจะว่าอย่างไรกัน ?”

พวกเขากล่าวว่า “ ไปเชิญตัวเขามา เพื่อเราจะได้ด่าประณามเขาและบิดาของเขา โดยเราจะแนะนำและตักเตือนเขา โดยบอกเขาว่า บิดาของเขาได้ฆ่าอุษมาน และเราก็ให้เขาเชื่ออย่างนี้ แล้วเขาจะไม่สามารถแก้ไขอะไรในเรื่องนี้กับเราได้ ”

มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ ฉันไม่เห็นด้วย และจะไม่ทำอย่างนั้น ”

พวกเขากล่าวว่า “ เราขอร้องให้ท่านทำอย่างนั้นให้ได้ ข้าแต่ อะมีรุลมุมีนีน (มุอาวิยะฮฺ) ”

มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ ความหายนะจะเป็นของพวกเจ้า จงอย่าได้ทำสิ่งนี้

ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ไม่ว่าครั้งใดที่ฉันเห็นเขานั่งใกล้ฉัน

ฉันจะรู้สึกยำเกรงฐานะของเขา และกลัวการตำหนิของเขาที่มีต่อฉันเสมอ ”

๑๐๒

พวกเขากล่าวว่า “ อย่างไรก็ตาม ท่านต้องส่งคนไปเชิญเขามา ”

มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ ถ้าฉันส่งคนไปเชิญเขามา ฉันจะต้องให้ความเป็นธรรมกับเขายิ่งกว่าพวกเจ้า ”

อัมรฺ บินอัล-อาศ จึงกล่าวว่า “ ท่านกลัวว่า ความผิดพลาดของเขาจะเอาชนะความถูกต้องชอบธรรมของเราใช่ไหม หรือว่าท่านจะปกป้องคำพูดของเขามากกว่าคำพูดของเรา ?”

มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ หามิได้ ฉันเพียงแต่หมายถึงว่า ถ้าฉันส่งคนไปเชิญเขามา ฉันจำเป็นจะต้องให้เขาพูดด้วยวาจาเขาเองทุกอย่าง ”

พวกเขากล่าวว่า “ ก็ปล่อยเขาไปตามนั้น ”

มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ พวกท่านอาจดื้อดึงต่อฉัน ถ้าฉันส่งคนไปเชิญเขามา แต่ถ้าพวกท่านดื้อดึง ฉันก็จะไม่ทำเช่นนั้น กล่าวคือจงอย่าใส่ร้ายในคำพูดของเขา จงรู้ไว้ว่า พวกเขาคืออะฮฺลุลบัยตฺซึ่งไม่เคยมีใครตำหนิพวกเขาได้ ไม่เคยมีใครหาข้อบกพร่องของเขาได้ง่ายๆ แต่พวกท่านจะกล่าวหาเขาด้วยข้อหาที่ร้ายแรง ที่พวกท่านจะพูดว่า บิดาของเขาฆ่าอุษมานและรังเกียจการปกครองของผู้ปกครองก่อนหน้าเขา ”

แล้วมุอาวิยะฮฺ ก็ส่งคนของตนไปเชิญท่านอิมามฮะซัน(อ) ซึ่งคนผู้นั้นได้กล่าวว่า

“ ท่านอะมีรุลมุมีนีน(มุอาวิยะฮฺ)เชิญตัวท่านไปพบ ”

ท่านอิมามกล่าวว่า “ เขามีอะไร ?”เขาจึงได้สมญานามอย่างนี้ ”

แล้วท่านอิมามฮะซัน(อ)ได้กล่าวอีกว่า

“ ไม่มีหลังคาปกคลุมให้สำหรับพวกเขา และการลงโทษจะมาประสบกับพวกเขาโดยไม่รู้ตัว ”

๑๐๓

และกล่าวอีกว่า “ เจ้าจงเอาผ้าคลุมของฉันมาหน่อยซิ ข้าแต่อัลลอฮฺ ข้าขอความคุ้มครองต่อพระองค์ ให้ข้ารอดพ้นจากความชั่วร้ายของเขาเหล่านั้นและขอให้พระองค์ทรงปกป้องข้า อย่าให้ตกอยู่ในความชั่วของพวกเขา ขอให้พระองค์ช่วยเหลือข้าให้พ้นจากพวกเขา อย่างไรก็ตามที่พระองค์

ทรงประสงค์และข้าก็ประสงค์ตามนั้นด้วย โดยอาศัยอำนาจและพลานุภาพของพระองค์ ข้าแต่พระผู้ทรงเมตตายิ่งกว่าผู้ให้ความเมตตาใด ๆ ”

จากนั้นท่านก็ลุกขึ้นเดินทางไปหามุอาวิยะฮฺซึ่งเขาก็ได้ต้อนรับท่านอย่างสมเกียรติ โดยจัดที่นั่งให้ท่านนั่งใกล้ ๆ กับเขา โดยที่คนในกลุ่มรู้สึกมีความชิงชังและเคียดแค้น ด้วยความละเมิดและทะนงตัวที่ติดอยู่ในสันดาน

มุอาวิยะฮฺ กล่าวว่า “ โอ้ อะบูมุฮัมมัดคนเหล่านี้ เขาส่งคนไปเชิญท่านมา พวกเขาฝ่าฝืนข้า ”

ท่านอิมามฮะซัน(อ)กล่าวว่า

“ มหาบริสุทธิ์เป็นของอัลลอฮฺ บ้านนี้เป็นของเจ้า การอนุญาตให้เข้ามาในที่นี้ย่อมขึ้นอยู่กับเจ้า ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ถ้าหากเจ้าสนองตอบเจตนาตามที่มีอยู่ในจิตใจของพวกเขาแล้วไซร้ เห็นทีที่ข้าจะต้องละอายในความชั่วของเจ้าเสียแล้ว และถ้าหากคนเหล่านี้สามารถเอาชนะ

ความคิดของเจ้าได้ ก็เห็นทีที่ข้าจะต้องละอายในความอ่อนแอของเจ้าเสียแล้ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะยึดเอาอันไหน จะปฏิเสธอันไหน เพราะถ้าหากข้าได้ล่วงรู้ว่าพวกเขาจะมาชุมนุมกันอยู่ที่นี่อย่างนี้ ข้าก็จะนำคนในบันดาลูกหลานของอับดุลมุฏฏอลิบมา ให้เหมือนๆ กับพวกเขาด้วย แต่ไม่มีทางหรอกที่

ฉันจะรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงต่อเจ้าและต่อพวกเขา แท้จริงผู้คุ้มครองข้าคืออัลลอฮฺ พระองค์ทรงคุ้มครองบรรดาผู้ทรงคุณธรรม ”

๑๐๔

มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ นี่แนะท่าน ฉันเกรงใจที่จะเชิญท่านมา แต่คนเหล่านี้ซิที่มอบหมายเรื่องนี้ให้แก่ฉัน ทั้ง ๆ ที่ฉันไม่สบายใจ แท้จริงความเป็นธรรมจากพวกเขาจะมีแก่ท่านและจากฉันด้วย

เราเพียงแต่เชิญท่านมาเพื่อย้ำให้ท่านฟังว่า อุษมานนั้นถูกสังหารอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม และบิดาของท่านเป็นคนฆ่าเขา ดังนั้นจงรับฟังพวกเขา ต่อจากนั้นท่านก็จงตอบพวกเขาและคนในที่ประชุมจะไม่มีใครยับยั้งสิ่งที่ท่านจะพูดออกไปทุกประโยค ”

แล้วอัมรฺ บินอัล-อ๊าศ ก็ได้กล่าวขึ้นก่อนว่า

“ ขอสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ ขอให้พระองค์ประทานพรแด่ศาสนทูตของพระองค์.... ”

ต่อจากนั้นเขาก็กล่าว ถึงท่านอะลี(อ)โดยมิได้ทิ้งเรื่องใดๆ อันเป็นข้อบกพร่องโดยมิได้หยิบยกมากล่าว เขากล่าวต่อไปว่า

“ แท้จริงเขาลบหลู่อะบูบักร์ และรังเกียจการปกครองของเขา เขาขัดขืนในการยินยอมให้สัตยาบัน จากนั้นก็ยอมด้วยความจำใจ เขาร่วมวางแผนฆ่าอุมัร และฆ่าอุษมานด้วยความอธรรม เขาอ้างตัวเป็นผู้ปกครองทั้ง ๆ ที่ไม่มีสิทธิ ”

ต่อจากนั้นก็กล่าวถึงความบกพร่องต่าง ๆ อีกมากมาย แล้วเสริมอีกตอนหนึ่งว่า

“ ชาวบะนีอับดุลมุฏฏอลิบเอ๋ย ไม่มีทางที่อัลลอฮฺจะมอบอาณาจักรการปกครองให้แก่พวกเจ้าโดยที่พวกเจ้าสังหารผู้ปกครองเหล่านั้น พวกเจ้าได้ละเลงเลือดทั้งๆ ที่อัลลอฮฺทรงห้ามไว้ พวกเจ้าทะยานอยากในอำนาจการปกครอง และแสวงหาในสิ่งที่ไม่อนุญาต เจ้านั้น

๑๐๕

โอ้ ฮะซัน เจ้าพูดกับตัวเองว่า ตำแหน่งผู้ปกครองเป็นของเจ้า ทั้ง ๆ ที่เจ้าไม่มีปัญญาและความคิดในเรื่องนี้ เจ้ามิได้เห็นหรือ อัลลอฮฺบั่นทอนสติปัญญาของเจ้าอย่างไร พระองค์ทรงทิ้งความโง่เขลาของกุเรชไว้ในตัวเจ้า

พระองค์ทรงลบหลู่และเหยียดหยามเจ้า ทั้งนี้เพราะความชั่วในผลงานของบิดาของเจ้า อันที่จริงแล้วเราเพียงแต่เชิญเจ้ามาด่า ทั้งเจ้าและบิดาของเจ้า ในส่วนบิดาของเจ้านั้นอัลลอฮฺได้อัปเปหิเขาไปเสียแล้ว เราหมดภาระกับเขาแล้ว แต่เจ้าซิยังอยู่ในมือของพวกเรา เรากำลังคิดหาวิธีการในเรื่องของเจ้าอยู่ และถ้าหากเราจะด่าเจ้า เราก็จะไม่มีความบาปใดๆ กับอัลลอฮฺ และไม่มีข้อตำหนิใดๆ จากประชาชน เจ้ายังสามารถที่จะปฏิเสธกับเรา และหาว่าเราพูดไม่จริงได้ไหม ? ถ้าเจ้าเห็นว่าโกหกในข้อหนึ่งข้อใด ก็จงตอบโต้มาซิ ถ้าไม่มีก็จงรู้ไว้ว่า ทั้งเจ้าและบิดาของเจ้าต่างก็เป็นผู้อธรรม ”

ต่อจากนั้น อัล-วะลีด บินอุกบะฮฺ บินอะบีมุอีฏ ได้กล่าวว่า

“ โอ้พวกบะนีฮาชิม แท้จริงพวกเจ้ามีศักดิ์เป็นน้าของอุษมาน

ดังนั้นบุตรที่ประเสริฐ ถึงได้มีแก่พวกเจ้า สิทธิของพวกเจ้าจึงเป็นที่ยอมรับและพวกเจ้ามีการเกี่ยวดองที่ประเสริฐจึงมีแก่พวกเจ้า

เขาให้เกียรติพวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับเป็นบุคคลแรกที่ริษยาเขา จนบิดาของเจ้าถึงกับฆ่าเขาอย่างอธรรม ไม่มีข้อแก้ตัวแลไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆ หักล้าง พวกเจ้าจะว่าอย่างไร ในเมื่ออัลลอฮฺทรงทวงถามในเรื่องเลือดของเขา พระองค์ทรงบันดาลให้พวกเจ้าลงมาจากตำแหน่งของพวกเจ้า

และขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ แท้จริง พวกบะนีอุมัยยะฮฺให้ความดีงามแก่พวกบะนีฮาชิมยิ่งกว่าพวกบะนีฮาชิมให้ความดีงามแก่พวกบะนีอุมัยยะฮฺ และแท้จริงมุอาวิยะฮฺให้ความดีงามแก่เจ้ายิ่งกว่าตัวของเจ้าเอง ”

๑๐๖

ถัดจากนั้น อุตบะฮฺ บินอะบีซุฟยาน ได้กล่าวว่า

“ โอ้ฮะซัน บิดาของเจ้าเป็นกุเรชที่ชั่วที่สุด สำหรับพวกกุเรช เพราะเขาเป็นคนหลั่งเลือดชาวกุเรช และตัดสายสัมพันธ์ทางเครือญาติกับชาวกุเรช มีดาบและลิ้นที่แสนจะยาว เขาฆ่าคนที่มีชีวิต

เขาประณามคนที่ตายแล้ว แท้จริงเจ้าก็เป็นคนหนึ่งฆ่าอุษมาน และเราจะต้องฆ่าเจ้าในเรื่องนี้ สำหรับความหวังของเจ้าในตำแหน่งผู้ปกครองนั้น มันเป็นสิ่งที่เจ้าไม่มีความสามารถเข้าถึงมันได้ และมันไม่มีอะไร ที่จะให้เจ้าถือเป็นข้อต่อรองได้ โอ้ ชาวบะนีฮาชิมเอ๋ย พวกเจ้าฆ่าอุษมาน ความจริงแล้ว

เราย่อมมีสิทธิฆ่าเจ้าและน้องชายของเจ้าในเรื่องนี้ด้วย สำหรับบิดาของเจ้านั้น แน่นอนอัลลอฮฺทรงจัดการให้กับพวกเรา ด้วยภารกิจของพระองค์ไปแล้ว แต่ในส่วนของเจ้าซิ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า ถ้าเราฆ่าเจ้า เนื่องจากแก้แค้นให้กับอุษมานแล้วไซร้ จะไม่มีความบาปและอริศัตรูใดๆ เกิดขึ้นกับเราเลย ”

ต่อจากนั้นอัล-มุฆีเราะฮฺ กล่าวประณามท่านอะลี และกล่าวว่า

“ ฉันมิได้ตำหนิเขาในกรณีใด ๆ ที่เขาฉ้อฉล และในกฎเกณฑ์การปกครองใดๆ ที่เขาลำเอียง แต่ฉันจะตำหนิเขาก็เพราะว่า เขาฆ่าอุษมาน ”

หลังจากนั้นพวกเขาก็นิ่งเงียบ ท่านอิมามฮะซัน บินอะลี(อ)ก็ได้พูดขึ้นว่า

“ ขอสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ และขอสดุดีต่อพระองค์ ขอให้พระองค์ประทานพรแก่มุฮัมมัดและลูกหลานของเขา ”

ท่านกล่าวต่อไปว่า “ มุอาวิยะฮฺ เอ๋ย คนเหล่านี้มิได้ด่าประณามข้าหรอก แต่เจ้านั่นแหละที่ด่าประณามข้า ช่างเลวร้ายจริงๆ เท่าที่ข้าได้พบมาเป็นความคิดที่ชั่วจริงๆ เท่าที่ข้ารู้จักมา เป็นนิสัยที่ชั่วที่สุดที่ข้าประสบมาเป็นการละเมิดต่อพวกเรา เป็นความคิดที่เป็นอริศัตรูที่เจ้ามีต่อท่านศาสดา

๑๐๗

มุฮัมมัด(ศ) และสมาชิกครอบครัวของท่าน แต่จงฟังเถิดมุอาวิยะฮฺ และพวกเจ้าก็จงฟังด้วย ไม่มีคำพูดใดที่อยู่ในตัวเจ้าและในตัวของพวกเขาที่มันจะแคล้วคลาดโดยมิได้ตรงกับพฤติกรรมที่มีในตัวของพวกเจ้า ข้าขอให้อัลลอฮฺเป็นพยาน พวกเจ้ารู้หรือเปล่าว่า คนที่พวกเจ้าด่าประณามไปนั้น

เขาเคยได้นมาซมาตั้งแต่วันนั้น โดยมีกิบลัตทั้งสองแห่ง ส่วนเจ้ามุอาวิยะฮฺ เจ้าคือผู้ปฏิเสธ(กาเฟร) ต่อทั้งสองแห่งโดยที่เจ้ามองมันว่าเป็นเรื่องที่หลงผิดเจ้าสักการะรูปปั้นของอัล-ลาดและอุซซา อย่างผู้ละเมิด

ข้าขอให้อัลลอฮฺ เป็นพยาน พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า เขาคือผู้มอบสัตยาบันทั้งสองวาระ นั่นคือ สัตยาบันแห่งอัล-ฟัตฮฺ และสัตยาบันแห่งอัร-ริฎวาน

มุอาวิยะฮฺเอ๋ย กับวาระหนึ่งนั้น เจ้าเป็นผู้ปฏิเสธและกับอีกวาระหนึ่งนั้น เจ้าเป็นผู้ตระบัดสัตย์ ข้าขอให้อัลลอฮฺเป็นพยานกับพวกเจ้า พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า เขา(อิมามอะลี)คือ คนแรกที่มีความศรัทธา ส่วนเจ้าและบิดาของเจ้านั้น มุอาวิยะฮฺเอ๋ย เป็นเพียงคนมีจิตใจโน้มน้าว พวกเจ้าซ่อนเร้นสภาพปฏิเสธไว้ แต่ฉาบภายนอกด้วยกับศาสนาอิสลาม พวกเจ้าหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหา

ทรัพย์สิน

ข้าขอให้อัลลอฮฺเป็นพยาน พวกเจ้าไม่รู้เลยใช่ไหมว่า เขาคือเจ้าของธงชัยแห่งศาสนทูตของอัลลอฮฺ(ศ) ในสงครามบะดัร และแท้จริงธงชัยของฝ่ายพวกตั้งภาคีนั้นมีมุอาวิยะฮฺและบิดาของเขาร่วมอยู่ด้วย

ต่อจากนั้น เขาก็เผชิญต่อพวกเจ้าที่สงครามอุฮุดและสงครามพลพรรคต่างๆ (อัล-อะฮฺซาบ)โดยที่ธงชัยของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)อยู่กับเขา ส่วนที่อยู่กับเจ้าและบิดาของเจ้าคือธงชัยของพวกที่ตั้งภาคี ในทุกแห่งนั้นอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เปิดโอกาสให้เขามีชัยชนะ และทรงยกย่องให้เขาเป็นข้อพิสูจน์ ทรงช่วยเหลือการเผยแผ่ของเขา และทรงยืนยันรับรองความสัตย์ในคำพูดของเขา และในทุกสมรภูมิเหล่านั้น

๑๐๘

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ให้ความปิติชื่นชมต่อเขา ส่วนเจ้าและบิดาของเจ้านั้นได้รับแต่ความชิงชัง

ข้าขอให้อัลลอฮฺเป็นพยาน มุอาวิยะฮฺเอ๋ย เจ้ายังจำได้ไหม ในวันหนึ่งที่บิดาของเจ้าเดินทางมาพร้อมกับอูฐสีแดงตัวหนึ่ง ส่วนเจ้ากำลังจูงมันอยู่และอุตบะฮฺน้องชายของเจ้าติดตามมาข้างหลังแล้วท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)มองเห็นเจ้า

ท่านศาสดา(ศ) ได้กล่าวว่า

“ โอ้อัลลอฮฺ ขอให้อัลลอฮฺทรงสาปแช่งทั้งคนขี่ คนจูง และคนที่ติดตามมาข้างหลังด้วยเถิด ”

มุอาวิยะฮฺเอ๋ย เจ้าลืมบทกวีที่เจ้าเขียนส่งไปให้บิดาของเจ้าเสียแล้วหรือ เมื่อครั้งที่เขาคิดจะเข้ารับอิสลาม แต่เจ้าห้ามเขาว่า

“ ทะเลทรายเอ๋ย ท่านอย่ายอมจำนนเป็นอันขาดเลย แม้แต่เพียงวันเดียว เพราะหลังจากชาวบะดัรกลายเป็นผุยผงแล้ว เราจะสามารถเอาชนะได้อีก ”

ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ กิจการที่เจ้าซ่อนเร้นอยู่นั้น มันยิ่งใหญ่กว่าที่เจ้าเผยออกมา หมู่ชนทั้งหลาย ข้าขอให้อัลลอฮฺเป็นพยาน พวกเจ้ารู้ไหมว่า ในหมู่บรรดาสาวกทั้งหลายของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) อิมามอะลี(อ) นั้นเป็นคนที่สามารถยับยั้งตนเองมิให้ตกอยู่ภายใต้อารมณ์ใฝ่ต่ำได้

ดังนั้นจึงมีโองการถูกประทานมาว่า :

“ โอ้ บรรดาผู้ศรัทธา จงอย่ายับยั้งของที่ดีที่อัลลอฮฺได้อนุมัติมาให้แก่สูเจ้า ” ( อัล-มาอิดะฮฺ :87)

๑๐๙

และครั้งหนึ่งท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ส่งสาวกชั้นผู้ใหญ่ของท่านไปรบกับพวกบนีกอรีเซาะฮฺ ปรากฏว่าต้องเผชิญกับความกล้าหาญชาญชัยของคนเหล่านั้น จนพ่ายแพ้อย่างยับเยิน

แล้วท่านก็ส่งท่านอิมามอะลี(อ)ให้ออกไปรบ พร้อมกับนำธงไปด้วย ปรากฏว่าท่าน(อ)สามารถปราบคนเหล่านั้นให้ยอมรับในบทบัญญัติของ

อัลลอฮฺและการปกครองของศาสนทูตของพระองค์ได้ ในสงครามค็อยบัรก็เป็นเช่นเดียวกันนี้

ท่าน(อ)ยังกล่าวอีกว่า...มุอาวิยะฮฺเอ๋ย ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่รู้ดอก แต่ข้าซิรู้ดีถึงเรื่องที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) สาปแช่งแก่เจ้า เมื่อครั้งที่ท่านต้องการจะเขียนหนังสือส่งไปยังพวกบะนีคุซัยมะฮฺ กล่าวคือ ท่านได้ส่งไปยังเจ้าและไล่ให้เจ้าไปตาย พวกเจ้าก็เช่นเดียวกัน โอ้หมู่ชนที่ชุมนุม ณ ที่นี้ ข้าขอให้อัลลอฮฺเป็นพยาน พวกเจ้ายังไม่รู้หรือว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้สาปแช่งอะบูซุฟยานไว้ในสมรภูมิถึง 7 แห่ง ซึ่งพวกเจ้าไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลย

ครั้งแรก ในวันที่เขาพบท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ที่นอกเมืองมักกะฮฺ ทางไปเมืองฏออิฟ ท่านได้เชิญชวนให้เข้ารับศาสนาแต่โดยดี ครั้นแล้วเขาก็ฮึดสู้ท่าน ด่าว่าและสบประมาทท่าน สาปแช่งและกล่าวเท็จต่อท่าน อีกทั้งยังคิดที่จะใช้กำลังกับท่าน ดังนั้นอัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์จึงสาปแช่งเขาและทอดทิ้งเขาไป

ครั้งที่สอง ในวันแห่งอัล-อีรฺ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ถูกนำเสนอแก่ผู้หญิงคนหนึ่งที่มาจากชาม แต่อะบูซุฟยานได้ปฏิเสธ และขับไล่นางไปโดยที่ไม่มีใครช่วยเหลือนางได้เลย ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้สาปแช่งเขา เหตุการณ์สมรภูมิบัดรฺเกิดขึ้นก็เพราะนาง

๑๑๐

ครั้งที่สาม ในสงครามอุฮุด ตอนที่เขายืนอยู่ใต้เนินเขา ท่านศาสนทูต(ศ)ยืนอยู่ข้างบน เขาร้องตะโกนว่า “ รีบขึ้นไปข้างบนเร็ว ” ท่านศาสนทูต (ศ) ได้สาปแช่งเขาถึง 10 ครั้ง และบรรดามุสลิมก็สาปแช่งเขาด้วย

ครั้งที่สี่ ในสงครามอะฮฺซ์าบ มีพวกปฏิเสธสองกลุ่มร่วมกับพวกยิว ท่านศาสนทูต(ศ)ก็สาปแช่งเขาเช่นกัน

ครั้งที่ห้า ในวันที่อะบูซุฟยานเดินมากับกลุ่มชาวกุเรช แล้วร่วมกันขัดขวางท่านศาสนทูต(ศ)มิให้เข้ามัสญิดอัล-ฮะรอมและทำการเชือดสัตว์พลีและนั่นคือ วันแห่งสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮฺ ดังนั้น ท่านศาสนทูตจึงสาปแช่งอะบูซุฟยาน ตลอดทั้งบรรดาแกนนำและสมุนทั้งหลาย ท่าน(ศ)กล่าวว่า

“ เขาเหล่านั้นทั้งหมดล้วนถูกสาปแช่ง เพราะไม่มีคนใดในหมู่พวกเขาเป็นผู้ศรัทธา ”

มีคนถามว่า “ ข้าแต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) เผื่ออาจมีใครสักคนหนึ่งในหมู่พวกเขาต้องการเข้ารับอิสลาม เขาจะเป็นอย่างไร กับการสาปแช่งนี้ ?”

ท่านกล่าวตอบว่า “ การสาปแช่งจะไม่ประสบกับพวกที่ติดตามคนใดเลย เว้นแต่พวกระดับแกนนำจะไม่มีใครรอดได้พ้นเลยแม้สักคนเดียว ”

ครั้งที่หก นั่นคือ วันแห่งอูฐตัวสีแดง

ครั้งที่เจ็ด ในวันที่พวกเขาต่อสู้กับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ในพิธีแห่งอัล-อุกอบะฮฺโดยพวกเขาขับไล่อูฐของท่านให้วิ่งหนี พวกเขาเป็นผู้ชาย 12 คน ในจำนวนนั้นมีอะบูซุฟยานรวมอยู่ด้วย

๑๑๑

นี่คือเรื่องราวในส่วนของเจ้า โอ้ มุอาวิยะฮฺ

ส่วนเจ้าโอ้ อิบนุ อัล-อ๊าศ แท้จริงเรื่องราวความเป็นมาของเจ้านั้นสับสน มารดาของเจ้า คลอดเจ้ามาโดยไม่รู้ว่าใครคือพ่อ จนมีการตัดสินกันในหมู่ชาวกุเรชถึง 4 คน แต่แล้วคนที่รับผิดชอบเจ้าก็คือ คนที่เหี้ยมเกรียมที่สุด เป็นคนที่เลวร้ายที่สุด ต่อจากนั้นบิดาของเจ้ายืนขึ้นประกาศว่า

“ ศัตรูของข้า คือ มุฮัมมัด ผู้ที่สายตระกูลถูกตัดขาด ”

แต่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ประทานให้แก่เขา เหมือนดังที่ทรงประทานมาให้แล้ว เจ้าสู้รบกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ทุกสมรภูมิ เจ้าบุกเข้าทำร้ายท่านที่มักกะฮฺ เจ้าวางแผนการร้ายต่างๆนานา และเจ้าเป็นคนหนึ่งที่กล่าวเท็จใส่ท่าน และเป็นศัตรูของท่านอย่างฉกาจฉกรรจ์ที่สุด

ต่อจากนั้นเจ้าออกเดินทางไปเฝ้ากษัตริย์นะญะชี พร้อมกับบรรดาชาวเรือ เพื่อขอตัวญะอฺฟัรและสาวกของท่านกลับมาหาชาวมักกะฮฺ แต่แล้วเขาก็ทำให้เจ้าผิดหวัง อัลลอฮฺ(ซ.บ.)บันดาลให้เจ้ากลับมาอย่างพ่ายแพ้ เจ้าคือศัตรูของบะนีฮาชิม ทั้งในสมัยญาฮีลียะฮฺและในสมัยของอิสลาม เจ้าเองก็รู้คนทั้งหลายก็รู้ เจ้าเคยเขียนบทประพันธ์โจมตีท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)มากถึง 70 บท

แล้วท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ก็ได้กล่าวว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺแท้จริงข้ามิได้พูดเป็นกวี และมันไม่สมควรแก่ข้า

ข้าแต่อัลลอฮฺได้โปรดสาปแช่งเขาถึง 1 , 000 ครั้งต่ออักษรแต่ละตัว ”

ดังนั้นในส่วนของเจ้ามีการสาปแช่งที่อัลลอฮฺประทานให้มากมายที่สุดเหลือที่จะประมาณได้ สำหรับกรณีที่เจ้าพูดเกี่ยวกับอุษมาน ก็เจ้านั่นแหละที่เป็นผู้จุดไฟสงครามแก่เขาให้เกิดภัยต่อโลกอิสลาม

๑๑๒

แล้วเจ้าก็หนีไปปาเลสไตน์ ครั้นพอเข้าทราบข่าวการถูกสังหารของเขา เจ้าก็กล่าวว่า

“ อะบูอับดุลลอฮฺ เมื่อท่านถูกสังหารข้าจะขอล้างแค้นให้ ”

ต่อมาเจ้าก็กักขังตัวเองไว้กับมุอาวิยะฮฺ และขายศาสนาเพียงเพื่อความสุขทางโลกจากเขา

เรามิได้ตำหนิเจ้าด้วยความโกรธ และเรามิได้ติเตียนเจ้าด้วยความรัก

ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ เจ้าไม่ได้ช่วยเหลืออุษมานในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่และไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นเมื่อเขาถูกสังหาร

ส่วนเจ้านั้น โอ้ วะลีด ข้าขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า ข้ามิได้ตำหนิเจ้า เพราะความโกรธเกลียดโดยส่วนตัว แต่ท่านอะลี(อ)เคยลงโทษเจ้าด้วยการเฆี่ยนถึง 80 ครั้ง ในความผิดข้อหาดื่มสุรา และเขาได้ต่อสู้กับบิดาของเจ้าต่อหน้าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ด้วยความทรหด

เจ้านั่นเองที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ให้ ชื่อว่า “ ฟาซิก ” ( ผู้ละเมิดบัญญัติทั้ง ๆ ที่รู้) และให้ชื่ออิมามอะลี (อ) ว่า “ มุอ์มิน ” เจ้าได้เคยโอ้อวดต่อเขา เจ้าเคยกล่าวกับเขาว่า

“ อะลีเอ๋ย หยุดพูดเถอะ ข้ากล้าหาญ และพูดได้ดีกว่าเจ้า ”

แล้วอิมามอะลี(อ)ก็กล่าวแก่เจ้าว่า

“ วะลีด เอ๋ย เจ้าจงหยุดพูดเถอะ ฉันคือ มุอ์มิน ส่วนเจ้าคือ ฟาซิก ”

แล้วอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็ประทานโองการลงมาสนับสนุนคำพูดเขา

(อิมามอะลี)ว่า

“ คนที่เป็นมุอ์มินจะเสมอกับคนที่เป็นฟาซิกได้หรือ ไม่เสมอกันหรอก ” ( อัซ-ซะญะดะฮฺ :18)

๑๑๓

ต่อจากนั้นพระองค์ยังได้ประทานโองการลงมาในเรื่องของเจ้าเพื่อสนับสนุนคำพูดของเขาว่า

“ ถ้าหากคนฟาซิกนำข่าวคราวอันใดมาแจ้งแก่สูเจ้า ดังนั้น จงสอบสวนให้ชัดเจนเสียก่อน ” ( อัล-ฮุจญะร็อต : 6)

เจ้ามิได้เกี่ยวข้องอันใดกับชาวกุเรช แท้จริงเจ้าเป็นเพียงคนที่มาจากเผ่า

ศ่อฟูรียะฮฺ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ เจ้าเกิดมานานแล้ว อายุของเจ้าก็มากกว่าที่เจ้าอ้าง

ส่วนเรื่องของเจ้านั้น อุตบะฮฺเอ๋ย ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่าเจ้าไม่มีความชอบธรรมอันใด จนข้าฯจำเป็นต้องตอบ เจ้าไม่มีสติปัญญาอันใดพอที่ข้าฯจะสนทนาด้วยและตำหนิเจ้า

และเจ้าไม่มีความดีอะไรจะเสมอ ไม่มีความชั่วใด ๆ ที่ซ่อนเร้นได้ สติปัญญาของเจ้ากับสติปัญญาทาสของเจ้านั้นไม่มีอะไรแตกต่างกัน

ไม่มีอะไรระคายเคืองแกอิมามอะลี(อ)ได้ ถึงแม้เจ้าจะประทุษร้ายต่อเขาในสมรภูมิต่างๆ ทุกแห่งหน

ในข้อที่เจ้าสัญญาว่า จะฆ่าเขานั้น ทำไมเจ้าจึงไม่ฆ่าอัล-ลิห์ยาน เมื่อตอนที่เจ้าพบเขาบนที่นอนของเจ้า(เป็นชู้กับภรรยาของเจ้า) แล้วยังจะมีใครกลัวดาบของเจ้าอีกเล่าในเมื่อเจ้าไม่ฆ่าเขาในตอนนั้น ช่างน่าหัวเราะ ข้าจะตำหนิเจ้าที่เจ้าไปโกรธท่าน อิมามอะลี(อ)ได้อย่างไร ในเมื่อเขาได้ฆ่าวะลีด ลุงผู้กล้าหาญของเจ้าในสงครามบะดัร และเขาร่วมกับท่านฮัมซะฮ์ในการฆ่า

อุตบะฮฺผู้เป็นปู่ของเจ้า และเขาได้แยกเจ้าให้โดดเดี่ยวจากฮันซอละฮฺพี่ชายของเจ้า ?

๑๑๔

สำหรับเจ้านั้น มุฆีเราะฮฺเอ๋ย เจ้าไม่มีคุณสมบัติอันใดพอที่จะมาร่วมถกเถียงในเรื่องเช่นนี้ อันที่จริงถ้าจะเปรียบเจ้าก็เหมือนอย่างกับยุงที่พูดกับต้นอินทผลัมว่า

“ จับฉันให้ได้ซิ ฉันกำลังบินไปจากท่านแล้ว ”

ต้นอินทผลัมพูดว่า “ ข้าจะรู้หรือว่าเจ้าเกาะอยู่บนต้นของข้า เพราะข้าจะรู้เอาเมื่อตอนที่เจ้าบินไปจากข้าแล้ว ”

ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า เราไม่เคยรู้สึกอะไรเลยว่าเจ้าเป็นศัตรูกับเรา และเราก็ไม่ถือสาหาความอะไร ถึงแม้ว่าเราจะรู้ก็ตามในคำพูดของเจ้ามิได้สร้างความลำบากแก่เรา แท้จริงบทลงโทษของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ในความผิดฐานกระทำการล่วงประเวณี โดยจำนนต่อหลักฐานนั้นถูกบัญญัติมาเพราะเจ้า แน่นอนอุมัรเคยผ่อนผันจากการลงโทษเจ้า ซึ่งเป็นสิทธิของ

อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงสอบถามเรื่องนี้จากเขา (อุมัร) แน่นอนที่สุด เจ้าเคยถามท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ว่า

“ ผู้ชายจะมองผู้หญิงโดยเขาต้องการจะแต่งงานด้วยได้หรือไม่ ?”

ท่านตอบว่า “ ไม่เป็นไรในข้อนี้ โอ้ มุฆีเราะฮฺ ตราบใดที่ยังไม่มีเจตนาร่วมประเวณี ”

แน่นอนที่สุดท่านรอซูลรู้ดีว่า เจ้าเป็นคนละเมิดประเวณีแน่นอน

ส่วนกรณีที่เจ้าคุยโวทับถมเราในเรื่องการปกครองนั้น อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการไว้ว่า :

“ และหากเราประสงค์ที่จะทำลายเมืองใดเมืองหนึ่ง เราก็จะให้พวกที่ฟุ่มเฟือยในเมืองนั้นๆทำหน้าที่ปกครอง แล้วพวกเขาจะละเมิดในเมืองนั้นแล้วเป็นสิทธิแห่งพจนารถของเราสำหรับเมืองนั้น โดยเราจะทำลายมันให้ราบคาบ ” ( อัล-อิซรออ์ : 16)

๑๑๕

หลังจากนั้นท่านอิมามฮะซัน(อ)ก็ลุกขึ้น จัดแจงจะเดินออก ทันใดนั้น อัมร์ บิน อัล-อ๊าศ ได้ยึดชายผ้าคลุมของท่านอิมามไว้ แล้วกล่าวว่า

“ ข้าแต่อะมีรุลมุมีนีน(มุอาวิยะฮฺ) ท่านได้เป็นพยานแล้วในคำพูดของเขา และการใส่ร้ายที่เขามีต่อมารดาของฉันว่าล่วงประเวณี ฉันจะเอาเรื่องกับเขาในความผิดฐานใส่ร้าย ”

มุอาวิยะฮฺ จึงกล่าวว่า “ ปล่อยเขาไปเถิด อัลลอฮฺจะไม่ตอบแทนเจ้าด้วยความดี ”

เขาก็ปล่อยชายผ้าไป แล้วมุอาวิยะฮฺกล่าวอีกว่า

“ ข้าได้บอกเจ้าแล้วว่า เขาเป็นคนที่ไม่มีใครเถียงขึ้น เราห้ามพวกเจ้าแล้วว่าอย่าด่าประณามเขา แต่พวกเจ้าขัดขืนข้าเอง ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า เขามิได้ลุกขึ้นกล่าวบทกวีเพื่อเป็นการอธรรมแก่ข้า พวกเจ้าจงออกไปเถิด แน่นอนอัลลอฮฺจะชำระโทษพวกเจ้า และจะทรงบั่นทอนพวกเจ้าในฐานะที่พวกเจ้าละทิ้งความมีคุณธรรม และเป็นศัตรูต่อทัศนะของผู้ที่ให้คำสั่งสอนอันน่าเลื่อมใส และอัลลอฮฺคือผู้ให้ความช่วยเหลือเสมอ ” ( 1)

1) ซัรฮฺ นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ เล่ม 2 หน้า 104)

๑๑๖

วายชนม์

นักประวัติศาสตร์ทั้งฝ่ายซุนนี่และฝ่ายชีอะฮฺ หรือไม่ใช่ทั้งสองฝ่ายนี้ ต่างก็ได้ร่วมกันบันทึกว่า เมื่อครั้งที่มุอาวิยะฮฺ ตั้งใจที่จะให้มีการบัยอัต(ทำการสัตยาบัน) แก่ยะซีดนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นที่หนักใจแก่เขามากเท่าอิมามฮะซัน บินอะลี(อ) เขาจึงลอบนำยาพิษ ไปให้ท่านดื่มโดยผ่านมือของญุอฺดะฮฺ บินอัล-อัชอัษ ผู้เป็นภรรยาคนหนึ่งของท่านเอง โดยสัญญาว่าจะให้เงินแก่นางจำนวน 1 , 000 ,000 ดิรฮัม พร้อมทั้งแต่งงานกับยะซีด ดังนั้น นางจึงนำยาพิษใส่ลงในแก้วนมให้ท่านดื่มเพื่อละศีลอด ปรากฏว่าท่านอิมาม (อ) ต้อง

ทรมานกับฤทธิ์ยาพิษนานถึง 40 วัน แล้วท่านก็ถึงวาระแห่งการกลับคืนสู่พระผู้อภิบาล(1)

1) อัล - ฟุศูลุล - มุฮิมมะฮฺ หน้า 150 และมะกอฏิลุฏ - ฏอลิบียีน หน้า 50)

ในขณะที่ท่านนอนป่วยอยู่นั้น ท่านอะมีรฺ บินอิซฮากพร้อมกับชายคนหนึ่งเข้าเยี่ยมอาการป่วยของท่าน ท่าน(อ)กล่าวว่า

“ พ่อหนุ่มเอ๋ย จงถามข้ามาเถอะ ”

เขากล่าวตอบว่า “ ข้าขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ข้าจะไม่ถามอะไรท่าน จนกว่าอัลลอฮฺจะบรรเทาอาการของท่านเสียก่อน ”

ท่านอิมาม(อ)กล่าวต่อไปว่า “ ข้ากำลังพบศึกในท้อง ข้าเคยดื่มยาพิษมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เหมือนกับครั้งนี้เลย ”

อัมรฺกล่าวว่า พอวันรุ่งขึ้น ฉันได้เข้าเยี่ยมท่านอีก พบท่านอิมามฮุเซน(อ)น้องชายของท่านนั่งใกล้ศีรษะ กำลังถามท่านว่า

“ โอ้พี่ชายข้า ท่านคิดว่าเป็นใครหรือ ?”

๑๑๗

ท่าน(อ)ตอบว่า “ ทำไม เจ้าจะฆ่าเขาหรือ ?”

ท่านอิมามฮุเซน(อ) กล่าวตอบ “ ใช่แล้ว ”

ท่านอิมามฮะซัน(อ)กล่าวต่อไปว่า “ หากเป็นคนที่ข้าสงสัย ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺว่า เขาจะได้รับภัยพิบัติและการลงโทษอย่างร้ายแรง แต่ถ้าไม่เป็นเขา ข้าชอบที่จะให้คนที่ฆ่าข้าได้รับนิรโทษกรรม ” ( 2)

ต่อจากนั้นท่านอิมามฮะซัน(อ) ได้สั่งเสียอิมามฮุเซน(อ)ผู้เป็นน้องชายและได้ทำการมอบพินัยกรรมให้แก่เขา อีกทั้งยังมอบหมายให้สืบตำแหน่งในหน้าที่อิมามะฮฺแก่เขาด้วย คำสั่งในพินัยกรรมของท่านที่มอบให้แก่ท่าน

อิมามฮุเซน(อ) มีดังนี้

“ โอ้ น้องชายของฉัน บัดนี้ฉันต้องจากเจ้าไปพบกับพระผู้อภิบาลของฉันเสียแล้ว ฉันได้ดื่มยาพิษเข้าไปในท้องของฉัน ฉันรู้ดีว่าใครนำยาพิษมาให้ฉันดื่ม และนางเอามาจากไหน ฉันขอเป็นคู่กรณีกับเขา ณ อัลลอฮฺ ดังนั้นโดยสิทธิของฉันที่มีต่อเจ้า ฉันขอพูดในเรื่องนี้สักข้อหนึ่ง และจงคอยดูในสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงบันดาลให้เกิดขึ้น กล่าวคือในเมื่อฉันได้สิ้นลมไป

ก็ขอให้จัดการมัยยิต(ศพ)ของฉัน อาบน้ำและห่อกะฟั่นฉัน แล้วโปรดนำฉันขึ้นคานหามเพื่อไปยังสุสานท่านตา ผู้เป็นศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เพื่อฉันจะได้พบท่านตามสัญญา ต่อจากนั้นก็นำฉันไปยังสุสานของท่านย่า ฟาฏิมะฮฺ บินติอะซัด แล้วจงฝังฉันที่นั่น โอ้ผู้เป็นบุตรแห่งมารดาของฉัน แล้วเจ้าจะรู้ว่าคนกลุ่มหนึ่งคิดสงสัยว่า พวกเจ้าต้องการจะฝังฉันใกล้กับศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) พวกเขาจะต่อต้านและขัดขวางมิให้พวกเจ้าเข้าไปในนั้น แต่ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ เจ้าจะต้องสัญญาจะต้องไม่ให้มีเหตุนองเลือดในเรื่องของข้า ”

2) นูรุล - อับศอร หน้า 112 และอัล - ฟุศูลุล - มุฮิมมะฮฺ)

๑๑๘

หลังจากนั้นท่านอิมามฮะซัน(อ)ก็ได้สั่งเสียเกี่ยวกับเรื่องภรรยา บุตร และบริวารที่ยังอยู่ อีกทั้งคำสั่งเสียอื่น ๆ ที่ท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)เคยสั่งเสียไว้ในตอนที่ท่านมอบหมายหน้าที่ให้ เมื่อครั้งที่อยู่ในฐานะ เช่นเดียวกันกับคราวนี้และท่านได้แนะนำให้พรรคพวกของท่าน ถือเรื่องนี้เป็นหลักฐานในการสืบตำแหน่งผู้ปกครอง และแต่งตั้งท่านอิมามฮุเซน(อ)ให้แก่พวกเขาภายหลังจากท่าน ซึ่งเป็นที่ทราบดี(3)

ต่อมาท่านได้สั่งให้ยกตัวท่านไปวางไว้ที่ลานบ้าน เมื่อออกมาแล้ว ท่านกล่าวว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ ข้าขอมอบัวข้าให้พระองค์ตัดสิน ดังนั้นข้าจะต้องไม่ประสบเหมือนอย่างที่ประสบแก่นาง ” ( 4)

ต่อจากนั้นท่านก็วายชนม์ด้วยสาเหตุถูกวางยาพิษอย่างอธรรมสุดที่จะอดทนได้เมืองมะดีนะฮฺในวันนั้น บรรยากาศคล้ายวันที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)วายชนม์ เมื่อข่าวนี้ทราบไปถึงอะบูฮุรอยเราะฮฺ เขาถึงกับตกประหม่าและร้องไห้ด้วยน้ำตานองหน้า เขาถลาวิ่งออกไปที่มัสญิดของท่านศาสนทูต(ศ)แล้วร้องตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า

“ ประชาชนทั้งหลาย วันนี้สุดที่รักของท่านศาสดา(ศ)ได้เสียชีวิตแล้ว ”

ประชาชนต่างพากันร้องไห้ระงม(5)

3) อัล - อิรชาด หน้า 198)

4) มะฏอลิบุซซุอุล หน้า 70)

5) ฮะยาตุล - อิมามฮะซัน ของกุร็อยชี เล่ม 2 หน้า 432)

๑๑๙

ท่านอิมามฮุเซน(อ)จัดการมัยยิดเสร็จ แล้วได้หามไปยังสุสานของท่านศาสดา(ศ)ตามสัญญาที่ได้รับการสั่งเสียไว้ แต่...มัรวาน บินฮะกัม ได้เข้ามาขัดขวางไว้ โดยมีพวกบะนีอุมัยยะฮฺขี่ม้าติดอาวุธมาด้วย มัรวาน(ขออัลลอฮฺทรงสาปแช่งเขา)จึงได้โอกาสกล่าวว่า

“ ข้าแต่พระผู้อภิบาล การต่อสู้ย่อมดีกว่าปล่อยไปอย่างนี้ จะให้อุษมาน(ร.ฎ.)ถูกฝังนอกเมืองมะดีนะฮฺ แล้วให้ฮะซันถูกฝังไว้ในบ้านของท่านศาสดากระนั้นหรือ ? ขอสาบานด้วยนามของอัลลอฮฺ จะเป็นอย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด ข้าจะต้องจับดาบสู้ ”

เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายเกือบจะเกิดจราจล ท่านหญิงอาอิชะฮฺ(ร.ฎ.)ขี่ล่อเข้ามาพบกับพวกเขาทันที พลางกล่าวว่า

“ มันเป็นเรื่องของข้ากับพวกเจ้า พวกเจ้าจะเอาคนที่ข้าไม่ชอบเข้ามาในบ้านของข้าหรือ ?”

ท่านอิบนุอับบาซ(ร.ฎ.)ได้ออกมาเผชิญหน้ากับนางแล้วกล่าวว่า

“ สองครั้งแล้วนะ ที่ทำในสิ่งเลวร้าย ครั้งนี้ขี่ล่อ ครั้งก่อนขี่อูฐ

ท่านต้องการจะดับรัศมีแห่งอัลลอฮฺ ท่านต่อสู้กับบรรดาผู้มีคุณธรรมของพระองค์ โปรดกลับไปเสียเถิด เพียงพอแล้วกับสิ่งที่ท่านจะต้องเกรงกลัว ท่านได้เข้าถึงในสิ่งที่ท่านชอบแล้ว อัลลอฮฺ(ซ.บ.)คือผู้ช่วยเหลืออะฮฺลุลบัยตฺ

ไม่ว่าจะนานแสนนานแค่ไหน ” ( 6)

ต่อจากนั้น พวกเขาได้ยิงธนูเข้าใส่ร่างอันไร้วิญญาณของท่านอิมาม(อ)จนเสียบติดที่ร่างถึง70 ดอก(7)

6) อัล - อิรชาด หน้า 199)

7) อัล - มะนากิบ เล่ม 2 หน้า 175 , อัดดัมอะตุซ - ซากิบะฮฺ เล่ม 2 หน้า 252 และฮะยาตุล

- อิมามฮะซัน เล่ม 2 หน้า 491 พิมพ์ครั้งที่ 2)

๑๒๐

121

122

123

124

125

126

127

128

129

130

131

132

133

134