ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร

ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร22%

ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร ผู้เขียน:
กลุ่ม: ห้องสมุดศาสดาและวงศ์วาน

ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร
  • เริ่มต้น
  • ก่อนหน้านี้
  • 239 /
  • ถัดไป
  • สุดท้าย
  •  
  • ดาวน์โหลด HTML
  • ดาวน์โหลด Word
  • ดาวน์โหลด PDF
  • ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม: 19248 / ดาวน์โหลด: 4948
ขนาด ขนาด ขนาด
ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร

ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร

ผู้เขียน:
ภาษาไทย

(๓) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕

ต่อท่านอุมัร บินอับดุลอะซีซ

เมื่อครั้งที่ท่านอุมัร บินอับดุลอะซีซ(ร.ฏ.)ซึ่งเป็นเจ้าเมืองได้มาเยือนนครมะดีนะฮฺนั้น ผู้ป่าวประกาศได้ประกาศว่า

“ คนใดที่ถูกกลั่นแกล้ง ถูกเอารัดเอาเปรียบ ขอให้มาที่นี่ ”

ปรากฏว่าท่านอะบูญะอ์ฟัร(อ)ได้เข้ามา ครั้นเมื่อเจ้าเมืองได้เห็นท่าน(อ)ก็เข้ามาต้อนรับและเชิญให้ท่าน(อ)นั่งบนที่นั่งของตน

ท่านอิมาม(อ)กล่าวว่า

“ อันที่จริงโลกตุนยานี้เป็นตลาดแห่งหนึ่ง ซึ่งมนุษย์ซื้อขายของที่มีคุณและของที่มีโทษ คนจำนวนไม่น้อยที่ซื้อขายของที่มีโทษต่อพวกเขาเองและพวกเขาก็ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร จนกระทั่งความตายได้มาถึง พวกเขาจึงออกจากโลกตุนยานี้ไปในฐานะที่ถูกตำหนิ เนื่องจากไม่นำพากับสิ่งที่ให้คุณแก่พวกเขาในปรโลก

พวกเขาแบ่งสันปันส่วนสิ่งของที่รวบรวมกันมาให้แก่ผู้ที่ไม่ยกย่อง

สรรเสริญพวกเขา แล้วก็กลายเป็นพวกของผู้ที่มิได้ให้อภัยแก่พวกเขา ”

“ ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ เราเชื่อมั่นว่า จะได้ดูกิจการงานเหล่านั้นที่เรากลัวว่ามันจะประสบแก่พวกเขา ดังนั้นจงยับยั้งจากมัน แล้วจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) และจงทำตัวของท่านให้อยู่ในสองประการคือ

- จงพิจารณาในสิ่งที่ท่านชอบจะให้อยู่กับตัวท่าน เมื่อท่านนำไปมอบให้แก่อัลลอฮ์ (ซ.บ.)

แล้วพระองค์ก็มอบมันเบื้องหน้าท่าน

- และจงพิจารณาในสิ่งที่เมื่อท่านนำไปเสนอให้แก่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) แล้วพระองค์ก็จะฉีกมันทิ้งตามหลังท่านมา

จงอย่าปรารถนาอย่างเด็ดขาดกับของที่ไร้ค่าสำหรับคนในอดีตของ

พวกท่าน จงเปิดประตูกว้าง จงคลี่คลายม่านกำบัง จงเป็นธรรมกับผู้ได้รับความไม่เป็นธรรม และจงปฏิเสธผู้อธรรม

(๓) อัล -มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๙๓. บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๑ , หน้า ๙๔

(๔) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕

ต่อท่านญาบิร บินญุอฟี

ท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ได้สั่งเสียแก่ท่านญาบิร บินญุอฟี(ร.ฏ.)ไว้ดังนี้

“ จงพำนักพักพิงในโลกดุนยานี้ ให้เหมือนกับกับสถานที่หยุดพักแห่งหนึ่งที่ท่านต้องเดินทางจากไป หรือสถานที่นอนหลับสักงีบหนึ่ง แล้วก็ตื่นขึ้นมาโดยที่ไม่มีอะไรติดตัวท่านไปเลย

อันที่จริงสิ่งที่อยู่กับผู้มีปัญญาและผู้ที่รู้จักอัลลอฮ์(ซ.บ.)อย่างแท้จริงมีเพียงเสมือนคลังสมบัติที่ให้ร่มเงา ดังนั้นอันใดก็ตามที่อัลลอฮ์มมอบหมายให้ท่านดูแลรักษา เช่น ศาสนาและวิทยปัญญาของพระองค์นั้น ท่านก็จะต้องพิทักษ์รักษาให้ดี

( ๔) ฮิลยะตุ้ล-เอาลิยาอ์ เล่ม ๓ , หน้า ๑๘๗.

(๕) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕

ต่อสหายของท่าน

ท่านอิมามอะบูญะอ์ฟัร(อ)ได้สั่งเสียต่อสหายบางคนของท่าน(อ)ซึ่งมีใจความดังนี้

“ พวกท่านมีหน้าที่ต้องสำรวมตน ต้องมีความมานะพยายาม ต้องพูดความจริง และทำหน้าที่ตามสัญญาต่อผู้ที่มอบหมายไว้แก่พวกท่าน ”

ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือเลว เพราะถึงแม้คนนั้นจะเป็นฆาตรกรที่สังหาร ท่านอิมามอะลี บินอะบีฏอลิบ(อ) ฉันก็ยังจะต้องรักษาหน้าที่ตามสัญญาที่ฉนมีต่อเขาให้จงได้(๕)

( ๕) อะอยานุชชีอะฮฺ กอฟ ๒/๗๔.

(๖) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕

ต่อสหายของท่าน

ท่านอิมามมุฮัมมัด อัล-บากิร(อ) ได้สั่งเสียต่อสหายบางคนของท่าน(อ)ซึ่งมีใจความดังนี้

“ จงยืนหยัดในสัจธรรม และจงหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ไม่ให้คุณแก่ท่านจงออกห่างจากศัตรูของท่าน และจงระมัดระวังเพื่อนของท่านจากกลุ่มชนต่าง ๆ นอกจากผู้ที่ซื่อตรงด้วยความกลัวอัลลอฮ์

( ซ.บ.) จงอย่าเป็นเพื่อนกับคนชั่วและจงอย่าเอาความลับของท่านเปิดเผยแก่เขา จงปรึกษาหารือกิจการงานของท่านกับผู้ที่ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) (๖)

( ๖) ตะฮัฟฟุล-อุกูล หน้า ๒๑๓.

(๗) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕

ต่อคณะสหายของท่านญาบิร อันศอรี

ท่านญาบิร อันศอรี(ร.ฏ.) เล่าว่า :

พวกเราได้เข้าพบท่านอะบูญะอฟัร(อ)โดยไปกันเป็นคณะ หลังจากเสร็จพิธีการแล้วพวกเราก็อำลาจากท่าน(อ) โดยกล่าวกับท่าน(อ)ว่า

“ โปรดสั่งเสียเราด้วยเถิด โอ้บุตรของท่านศาสดา (ศ) ”

ท่านอิมามบากิร(อ)จึงได้กล่าวว่า

“ คนที่แข็งแรงในหมู่พวกท่านจะต้องช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่าคนที่ร่ำรวยในหมู่พวกท่าน จะต้องเผื่อแผ่แก่คนยากจน ทุกคนจะต้องอบรมสั่งสอนเพื่อนพ้องของตนเหมือนอย่างอบรมสั่งสอนตัวเอง จงปิดบังอำพรางความลับของเรา และจงอย่าเอาภาระของประชาชนทั้งหลายมาวางลงบนความรับผิดชอบของเรา

จงพิจารณาคำสั่งของเราที่มายังพวกท่าน ครั้นหากพวกท่านเห็นว่ามันสอดคล้องกับอัล-กุรอาน ก็จงรับเอาไว้ และถ้าหากพวกท่านเห็นว่ามันขัดแย้งกับอัล-กุอานล่ะก็ จงละทิ้งมันเสีย ถ้าหากพวกท่านเผชิญกับปัญหาที่น่าเคลือบแคลงสงสัยก็จงได้หยุดยั้งเสียก่อนและให้นำเรื่องนั้น ๆ มาเสนอแก่เรา เพื่อเราจะได้อธิบายให้กระจ่างแก่พวกท่านตามที่ได้มีการอธิบายไว้

แล้วสำหรับเรา ครั้นหากพวกท่านทำตามคำสั่งเสียของเรา พวกท่านก็จะไม่หวนกลับไปเป็นอย่างอื่น หากพวกท่านคนใดตายก่อนที่อัล-กฺออิมจะมาปรากฏก็เท่ากับเขาได้เป็นชะฮีด แต่ถ้าหากได้มี

ชีวิตอยู่จนได้พบกับอัล-กออิมของเราก็จะได้ร่วมงานต่อสู้กับเขา

เขาจะได้รางวัลเท่ากับสองชะฮีด และผู้ใดที่ตายลงต่อหน้าเขา ด้วยน้ำมือของศัตรูของเรา ก็จะได้รางวัลเท่ากับ ๒๐ ชะฮีด(๗)

( ๗) บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๗ , หน้า ๑๖๖.

(๘) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕

ต่อลูกหลานตระกูลฮาชิม

เมื่อครั้งที่ประชาชนในตระกูลฮาชิมได้มารวมกันที่บ้านของท่าน

อิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)

ท่านอิมาม(อ)กล่าวว่า

“ จงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) เถิด ชีอะฮฺของอาลิมุฮัมมัด จงเป็นแกนกลางในการให้พวก ‘ ฆอลี ’ ( มีแนวความเชื่อเกี่ยวกับท่าน

อิมามอะลีแบบสุดโต่งไม่ถูกต้อง) คืนกลับมาหาและให้พวก ‘ ตาลี

( ล้าหลัง) ได้เข้ามาติดตามพวกท่าน ”

เขาเหล่านั้นถามว่า

“ พวก ‘ ฆอลี ’ หมายถึงใคร ? ”

ท่าน(อ)ตอบว่า

“ ก็คือพวกที่พูดในเรื่องของเราอย่างชนิดที่เราเองไม่เคยกล่าวไว้ อย่างนั้นเกี่ยวกับตัวของพวกเรา ”

แล้วพวกเขาได้ถามอีกว่า

“ แล้วพวก ‘ ตาลี ’ หมายถึงใคร ? ”

ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า

“ หมายถึงผู้เรียกร้องแต่สิ่งที่ดีงาม และได้รับความดีงามเพิ่มพูนยิ่งขึ้น ”

“ ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ว่า ระหว่างเรากับอัลลอฮ์ (ซ.บ.) นั้น ไม่มีลักษณะความเป็นเครือญาติสนิทใด ๆ และสำหรับพวกเรากับอัลลอฮ์ (ซ.บ.) นั้น ไม่มีอะไรเป็นข้อขัดแย้ง และเรามิได้ใกล้ชิดต่อพระองค์เพราะสิ่งอื่นใด นอกจากโดยการปฏิบัติตาม ดังนั้นถ้าคนใดในหมู่พวกท่าน

เป็นคนเชื่อฟังอัลลอฮ์(ซ.บ.) ทำงานไปด้วยความเชื่อฟังอัลลอฮ์(ซ.บ.)ความรักต่อพวกเราอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ก็ยังประโยชน์ต่อพวกเขา แต่ถ้าคนใดในหมู่พวกท่านทรยศต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) กระทำการงานไปด้วยการละเมิดต่อพระองค์ ความรักต่อพวกเราก็ไร้ประโยชน์ต่อพวกเขา ”

“ และเขาจะถูกลงโทษไม่ได้รับการยกเว้น ”

ท่านอิมาม(อ)กล่าวประโยคดังกล่าว ๓ ครั้ง(๘)

( ๘) อ้างเล่มเดิม หน้าเดิม

(๙) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕

ต่อบุตรของท่านคนหนึ่ง

ท่านอิมามมุฮัมมัด อัล-บากิร(อ) ได้สั่งเสียแก่บุตรชายของท่านคนหนึ่ง ซึ่งมีใจความดังนี้

“ โอ้ ลูกเอ๋ย เมื่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) ประทานความโปรดปรานอันใดมายังเจ้า ก็จงกล่าวเถิดว่า

‘ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ’ และถ้าพระองค์ทรงบันดาลให้เจ้าต้องโศกเศร้าสลดในงานอันใดก็ตาม เจ้าก็จงกล่าวว่า

‘ ลาเฮาละ วะลากู วะตะอิลลา บิลลาฮฺ ’

และถ้าหากริซกี(ปัจจัยยังชีพ)เชือนแชที่จะมายังเจ้า ก็จงกล่าวว่า ‘ อัซตัฆฟิรุลลอฮฺ ’ เถิด (๙)

( ๙) อ้างเล่มเดิม หน้า ๑๖๘.

(๑๐) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕

ต่อชีอะฮฺของท่าน

ท่านอิมามมุฮัมมัด อัล-บากิร(อ)ได้มีคำสั่งเสียต่อชีอะฮฺของท่าน(อ)โดยเน้นหนักในเรื่องการศึกษา

“ พวกท่านจงศึกษาหาความรู้ เพราะถ้าหากท่านได้สอนวิชาก็เท่ากับได้ความดี ถ้าท่านศึกษาวิชาการก็เท่ากับทำการอิบาดะฮฺ

ถ้าท่านทบทวนวิชาการก็เท่ากับการ ‘ ตัซบีฮฺ ’

ถ้าท่านวิเคราะห์ปัญหาทางวาการก็เท่ากับดิ้นรนต่อสู้ (ญิฮาด)

ถ้าท่านได้อบรมสั่งสอนเท่ากับท่านได้บริจาคทาน

และถ้าท่านให้วิชาการแก่พรรคพวกก็เท่ากับได้เครือญาติ ความรู้คือผลไม้แห่งสรวงสวรรค์ ความรู้เป็นเครื่องให้ความอบอุ่นในยามที่อยู่โดดเดี่ยว เป็นเพื่อนในยามที่ตกเป็นคนแปลกหน้า เป็นมิตรในยามอยู่ลำพัง เป็นสิ่งนำทางในยามมืด เป็นผู้ช่วยในยามเดือดร้อน

เป็นอาวุธในยามอยู่กับศัตรู อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงยกฐานะของคนพวกหนึ่งให้สูงส่งด้วยวิชาความรู้

แล้วทรงบันดาลให้พวกเขาอยู่กับความดีในฐานะผู้นำ และสำหรับมวลมนุษย์นั้นมีอิมามที่นำทางให้

โดยการกระทำและให้บทเรียนด้วยแนวทางสร้างสรรค์ของพวกท่าน ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งของเปียกและของแห้งต่างอวยพรให้พวกท่านทั้งหมู่ฝูงปลาในทะเล ทั้งหมู่สิงสาราสัตว์ในป่า(๑๐)

( ๑๐) อ้างเล่มเดิม

สุภาษิตของ

อิมามมุฮัมมัดบากิร(อ)

ในช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าบันทึกสุภาษิตต่าง ๆ ของท่านอิมาม

มุฮัมมัดอัล-บากิร(อ)เสนอแก่ท่านผู้อ่านอยู่

ข้าพเจ้ามีความคิดที่ว่า จะนำเอามาศึกษาในเชิงวิเคราะห์ คิดพิจารณาศึกษาอย่างเจาะลึก

แล้วนำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดกับวิชาการความรู้ที่สรุปมาได้ และถ้าหากได้ทำอย่างนี้แล้ว

เราสามารถที่จะเข้าถึงเป้าหมายอันสูงส่งที่ท่านอิมาม(อ)ปรารถนาจากการกล่าวถ้อยคำเหล่านี้เอาไว้นั่นเอง

เราจะขอกล่าวถึงสุภาษิตของท่านอิมามบากิร(อ)เพียงบางส่วนดังนี้

สุภาษิตที่ ๑

ไม่ว่าจะเป็นหยาดหนึ่งของน้ำตาของใครก็ตามที่ไหลออกมา

อัลลอฮ์(ซ.บ.)จะทรงหวงห้ามใบหน้าของผู้เป็นเจ้าของน้ำตานั้นมิให้ต้องไฟนรก

ดังนั้นถ้าหากน้ำตานั้นไหลลงมาอาบแก้มใบหน้านั้นจะไม่เปื้อนด้วยละอองฝุ่นใด ๆ และจะไม่ต่ำต้อยในวันกิยามะฮฺเลย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ดีย่อมมีรางวัลตอบแทนทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าหยาดน้ำตาที่ไหลหลั่งมานั้น อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงให้มันปิดกั้นทะเลแห่งความบาปได้ หากว่าคนที่ร้องไห้เพราะเสียใจกับประชาชาติอิสลาม แน่นอนอัลลอฮ์(ซ.บ.)จะทรงหวงห้ามประชาชาตินั้นมิให้ตกนรก

สุภาษิตที่ ๒

ไม่มีอิบาดะฮฺประเภทใดในทัศนะของอัลลอฮ์(ซ.บ.)จะประเสริฐกว่าการระวังรักษาท้องให้บริสุทธิ์(จากการกินของฮะรอม)

หรืออวัยวะเพศให้บริสุทธิ์จากการล่วงประเวณี และไม่มีอะไร

ที่อัลลอฮ์(ซ.บ.) ทรงรักยิ่งกว่าการที่พระองค์ถูกวิงวอนขอ จะไม่มีสิ่งใดปลดปล่อยภารกิจให้เสร็จลุล่วงได้นอกจากดุอาอ์

ความดีที่ส่งผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็วที่สุดคือ การเผยแผ่คุณธรรมและความยุติธรรม

ความชั่วที่ส่งผลตอบแทนได้รวดเร็วที่สุดคือการละเมิด

ศาสนบัญญัติ จะถือว่าคน ๆหนึ่งบกพร่องอย่างถึงที่สุดแล้ว

ถ้าหากมองเห็นแต่สิ่งที่มาจากคนอื่น

แต่มองไม่เห็นสิ่งที่มาจากตัวของเขาเอง โดยสั่งสอนคนอื่นในสิ่งที่ตนเองไม่สามารถกระทำให้เป็นไปได้ และการที่ตำหนิมวลสมาชิกของตนในสิ่งที่ไม่เหมาะสมไม่ควร(๑)

( ๑) ตัซกิเราะตุล-เคาวาศ หน้า ๑๙๑.

สุภาษิตที่ ๓

ความประเสริฐ ๓ อย่างสำหรับโลกนี้และในปรโลกมีดังนี้คือ

- ๑- ท่านจะต้องอภัยให้แก่คนที่มีความอธรรมต่อท่าน

- ๒- ท่านจะต้องติดต่อสัมพันธักับผู้ที่ตัดขาดจากท่าน

- ๓- ท่านจะต้องอ่อนโยน ถ้าหากการกระทำที่โง่เขลาถูกกระทำขึ้นแก่ท่าน

สุภาษิตที่ ๔

คนใดที่พูดความจริง ถือว่างานของผู้นั้นสะอาด

คนใดที่มีเจตนาดีงาม ริซดีของเขาจะเพิ่มพูน

คนใดที่กระทำความดีต่อสมาชิกของตน ย่อมมีอายุยืนยาว

สุภาษิตที่ ๕

งานที่ยากยิ่ง ๓ ประการ ได้แก่

(๑) การให้ความเท่าเทียมกันในด้านทรัพย์สินเงินทองในหมู่พี่น้อง

(๒) การให้ความเป็นกลางระหว่างคนอื่นกับตัวเอง

(๓) การรำลึกถึงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ในทุก ๆ โอกาส

สุภาษิตที่ ๖

คนที่ขาดทุนที่สุดในวันปรโลกได้แก่ คนที่ครองตนอยู่ในความยุติธรรม แต่แล้วได้กระทำขัดแย้งกับสิ่งนั้นกับบุคคลอื่น( ๒)

(๒) อะอยานุช-ซีอะฮฺ ๔ กอฟ ๒/๗๑-๗๔.

สุภาษิตที่ ๗

ไม่มีการนำสิ่งหนึ่งมาประกอบกับสิ่งหนึ่งได้ดีงามยิ่งกว่า ความอ่อนโยนประกอบด้วยความรู้

สุภาษิตที่ ๘

ผู้รู้ที่ยังประโยชน์ด้วยการกระทำของขา ย่อมประเสริฐกว่าผู้ที่หมั่นทำอิบาดะฮฺ ๑ , ๐๐๐ คน

สุภาษิตที่ ๙

ชีอะฮฺของเรานั้น คือ ผู้ที่เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์(ซ.บ.)

สุภาษิตที่ ๑๐

ท่านพึงระวังไว้ซึ่งการพิพาท เพราะมันจะทำให้เกิดความเสียหายและจะปลูกฝังความหลอกลวง

สุภาษิตที่ ๑๑

- ผู้ใดที่มอบจริยธรรมที่ดี และมอบความเป็นมิตรให้ เท่ากับได้มอบความดีและความสุขให้เขาจะมีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งในโลกนี้และปรโลก

- ผู้ใดที่ยับยั้งซึ่งจริยธรรมที่ดี และความเป็นมิตรก็จะกลายเป็นหนทางไปสู่ความชั่วร้ายทุกประการ นอกจากผู้ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงคุ้มครองเท่านั้น (๓)

( ๓) กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๑๕-๒๑๖.

สุภาษิตที่ ๑๒

ถ้าความหยิ่งทรนงเข้าสู่จิตใจของคนใด สติปัญญาก็จะลดน้อยถอยลงไปตามปริมาณนั้น

สุภาษิตที่ ๑๓

จะรู้ซึ้งถึงความรักในจิตใจของพี่น้องที่มีต่อท่านได้โดยสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจของท่าน(๔)

( ๔) นูรุล-อับศอร หน้า ๒๐๙.

สุภาษิตที่ ๑๔

ความมั่งคั่งและเกียรติยศจะวนเวียนอยู่ในจิตใจของผู้ศรัทธา ครั้นถ้ามันเข้าไปถึงที่ที่มีการตะวักกัล(มอบหมายทุกการงานยังอัลลอฮ์)แล้วมันก็จะพำนักอยู่ที่นั่นตลอดไป

สุภาษิตที่ ๑๕

สายฟ้าแลบจะสัมผัสกับคนทุกประเภท ทั้งผู้ศรัทธาและไม่ศรัทธา แต่มันจะไม่สัมผัสกับคนที่มีการซิกรุลลอฮฺ(รำลึกถึงอัลลอฮ์)

สุภาษิตที่ ๑๖

ทุกอย่างจะมีตัวทำลาย ตัวทำลายความรู้คือการหลงลืม

สุภาษิตที่ ๑๗

การตายของผู้รู้จะเป็นที่ชื่นชอบของ ‘ อิบลิซ ’ ยิ่งกว่า การตายของผู้เพียร การเคารพภักดี ๗๐คน (๕)

( ๕) ฮิลยะตุ้ล-เอาลิยาอ์ เล่ม ๓ , หน้า ๑๘๑-๑๘๘.

สุภาษิตที่ ๑๘

ไม่มีสิ่งใดที่สามารถจูงใจพี่น้องได้อยู่กับท่านได้ เท่ากับการทำความดีต่อพวกเขา(๖)

( ๖) อัล-มุซัรเราะอุรรอวีย์ หน้า ๓๗.

สุภาษิตที่ ๑๙

ความบริบูรณ์เหนือความบริบูรณ์ทุกประการ คือ ความเข้าใจในเรื่องของศาสนา ความอดทน และการรู้จักประมาณในการครองชีพ

สุภาษิตที่ ๒๐

ในการกำหนดทุกประการของอัลลอฮ์(ซ.บ.)นั้นย่อมให้คุณแก่ผู้ศรัทธา

สุภาษิตที่ ๒

ผู้ที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ไม่ทรงบันดาลให้ตัวเขาเองสอนตัวเองนั้น การสั่งสอนของคนทั้งหลายจะไม่อำนวยผลใด ๆ ต่อเขาเลย

สุภาษิตที่ ๒๒

การงานใด ๆ ย่อมไม่ถูกยอมรับ นอกจากจะต้องมีความรู้ และความรู้จะมีไม่ได้นอกจากด้วยการทำงาน ใครจะมีความรู้ก็ย่อมแสดงออกมาที่ผลงาน ส่วนคนที่ไม่มีความรู้ก็จะไม่มีการงานใด ๆ แสดงออกมา

สุภาษิตที่ ๒๓

นอกเสียจากคนที่มีตักวาต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)และเชื่อฟังต่อพระองค์แล้ว ไม่ถือว่าเป็นชีอะฮฺของเรา และไม่ถือว่าพวกเขาจะมีความรู้ นอกจากด้วยการถ่อมตน สำรวมตน รักษาสัญญา รำลึกถึงอัลลอฮ์(ซ.บ.)มาก ๆ ถือศีลอด นมาซ อดทน ทำความดีต่อพ่อแม่ ผูกพันกับเพื่อนบ้าน ทั้งคนยากจน คนขัดสน คนมีหนี้สินล้นพ้นตัว และเด็กกำพร้า พูดความจริง อ่านอัล-กุรอาน รักษาลิ้นของตนมิให้รังควานเพพื่อนมนุษย์ นอกจากทำความดี และเป็นพี่น้องที่ให้ความอบอุ่นต่อเขาในสิ่งต่างๆ

สุภาษิตที่ ๒๔

การติดต่อสัมพันธ์กับญาติมิตรนั้น เป็นการซักฟอกการงาน ทำให้ทรัพย์สินเจริญงอกงาม

สกัดกั้นเภทภัยต่าง ๆ ทำให้การถูกสอบสวนเป็นไปอย่างสะดวก(ในวันกิยามะฮฺ) และทำให้มีความอบอุ่นเมื่อถึงวาระสุดท้าย

สุภาษิตที่ ๒๕

ความเกียจคร้านจะทำลายทั้งศาสนาและโลกดุนยา

สุภาษิตที่ ๒๖

อันที่จริงชีอะฮฺของอะลีนั้น หมายถึงแต่เพียงผู้ที่ทุ่มเทความรักให้แก่พวกเรา มีความชอบต่อการจงรักภักดีต่อเรา แบกภาระในการเกื้อกูลศาสนา แม้เขาจะโกรธเขาก็จะไม่อธรรม แม้เขาจะยินดี

เขาก็จะไม่ฟุ่มเฟือย คนที่อยู่ใกล้ชิดกับเขาก็จะได้รับความจำเริญ คนที่รวมงานกับเขาก็จะได้รับความปลอดภัย( ๗)

( ๗) ตะฮัฟฟุล-อุกูล หน้า ๒๑๙.

สุภาษิตที่ ๒๗

คนหยิ่งทะนงตนนั้น อัลลอฮ์(ซ.บ.)จะทรงถอดถอนอาภรณ์ของเขาออก

สุภาษิตที่ ๒๘

การชนะด้วยความดีนั้นถือเป็นเกียรติยศ แต่การเอาชนะด้วยความชั่วนั้นถือเป็นที่น่ารังเกียจ

สุภาษิตที่ ๒๙

ผู้ได้รับความอธรรมนั้นจะเอาศาสนาของผู้อธรรมมาได้มากกว่าที่ผู้อธรรมจะเอาโลกดุนยาไปจากผู้ได้รับความไม่เป็นธรรม

สุภาษิตที่ ๓๐

เมื่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงประจักษ์ในเจตนาดีของคนใดคนหนึ่ง พระองค์ก็จะทรงประทานการปกป้องคุ้มครองให้แก่เขา

สุภาษิตที่ ๓๑

คนใดที่ทำงานด้วยความรู้ที่เขามี อัลลอฮ์(ซ.บ.)จะทรงสอนให้เขารู้ในสิ่งที่เขาไม่รู้( ๘)

( ๘) บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๗ , หน้า ๑๖๘.

สุภาษิตที่ ๓๒

ผู้ศรัทธานั้นหมายถึงเพียงคนที่ ถ้าหากมีความพอใจในสิ่งที่ใด ๆ ความพอใจนั้น ๆ ของเขา ก็มิได้นำเขาให้เข้าไปอยู่ในความบาปและความผิดพลาด ถ้าเขาโกรธ ความโกรธของเขาก็มิได้นำเขาให้ออกไปจากการพูดความจริง ผู้ศรัทธานั้น เมื่อมีความสามารถใด ๆ ความสามารถนั้น ๆ ของเขาก็จะไม่นำเขาออกไปสู่ความเสียหาย และไปสู่สิ่งที่เขาไม่มีสิทธิ

สุภาษิตที่ ๓๓

คนที่ขาดทุนอย่างยับเยินมี ๓ ประเภท ได้แก่ คนที่หลงคิดว่า ตนเองมีผลงานมากพอแล้ว

คนที่หลงลืมความบาปของตัวเอง และคนที่ชอบแต่ความเห็นของตน

สุภาษิตที่ ๓๔

ความอธรรมมี ๓ ประเภท ได้แก่

๑. ความอธรรมที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงให้อภัย

๒. ความอธรรมที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ไม่ทรงให้อภัย และ

๓. ความอธรรมที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ไม่ทรงให้โอกาส

สำหรับความอธรรมที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ไม่ทรงให้อภัยนั้นคือ การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)

ส่วนความอธรรมที่พระองค์ทรงให้อภัยนั้นคือ ความผิดพลาดของมนุษย์ที่มีขึ้นระหว่างเขากับพระองค์

ส่วนความอธรรมที่พระองค์ไม่ทรงให้โอกาสคือ หนี้สินที่มีต่อกันในระหว่งปวงบ่าว( ๙)

( ๙) อัล-คิศ็อล หน้า ๑๐๕ , ๑๑๒.

สุภาษิตที่ ๓๕

คนเลวที่สุด ได้แก่ คนที่มีสองหน้าสองลิ้น คือ จะเผื่อแผ่กับพี่น้องของตนตามทัศนะของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ในยามเปิดเผย จะโกงกินพี่น้องของตนในยามลับ ถ้าหากพี่น้องของเขาถูกหยิบยื่น

เขาจะริษยา และถ้าพี่น้องของเขาถูกทดสอบ เขาก็จะยิ่งลิดรอน

สุภาษิตที่ ๓๖

การทำความดีและบริจาคทาน จะสกัดกั้นความยากจนและช่วยให้อายุยืน อีกทั้งจะช่วยปกป้องคนบาปที่ตายไปแล้วถึง ๗๐ คน

สุภาษิตที่ ๓๗

สามประการที่ยากยิ่งสำหรับปวงบ่าวที่จะทำได้นั้นคือ ให้ความเป็นธรรมต่อผู้ศรัทธายิ่งกว่าตนเอง ให้ความเสมอภาคแก่พี่น้องของตน รำลึกถึงอัลลอฮ์(ซ.บ.)ในทุกโอกาส หมายถึงจะต้องระลึกถึงพระองค์ในยามละเมิดบทบัญญัติด้วยความเป็นทุกข์กับสิ่งนั้น ๆ โดยเปล่ยนมาเป็นการรำลึกถึงอัลลอฮ์(ซ.บ.)แทนที่จะทำการละเมิดในสิ่งนั้น

ดังพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า :

“ แท้จริงบรรดาผู้ที่สำรวมคนนั้น ถ้ามีกลุ่มหนึ่งของมารร้ายมาสัมผัสกับเขา เขาก็จะรำลึกถึงอัลลอฮ์ เมื่อนั้นเขาก็จะเห็นอย่างชัดเจน ” ( อัล-อะอรอฟ: ๒๐๑) (๑๐)

( ๑๐) อัล-ศิศ็อล หน้า ๓๘ , ๔๘ , ๑๓๑.

สุภาษิตที่ ๓๘

แท้จริงถ้าหากคนใดคนหนึ่งทำบาป ความบาปนั้นก็จะทำลายริซกีของเขา(๑๑)

( ๑๑) อุศูลุล-กาฟี หน้า ๔๔๐.

สุภาษิตที่ ๓๙

คนที่น่าตำหนิที่สุด คือคนที่รู้ในข้อตำหนิของคนอื่น แต่มองไม่เห็นความบกพร่องอันมาจากตัวเขาเอง หรือคนที่ตำหนิคนอื่นในกรณีความผิดเดียวกับที่เขาเองก็ทำอยู่ ซึ่งเขายังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หรือกล่าวร้ายต่อสมาชิกของตนในสิ่งที่เขาเองก็ยังไม่เห็น

สุภาษิตที่ ๔๐

ไม่มีเภทภัยใดจะมาประสบกับคนใดคนหนึ่ง นอกจากโดยบาปที่เขาได้กระทำไป ส่วนที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ยกให้แล้วนั้นมีมาก(๑๒)

( ๑๒) วะซาอิลุช-ชีอะฮฺ เล่ม ๑๑ , หน้า ๒๓๐ และ ๒๓๘.

สุภาษิตที่ ๔๑

ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ นี่คือสัจธรรม ถ้าคนใดเปิดประตูการแก่ตนเอง เขาก็จะมิได้รับอะไรนอกจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)จะทรงเปิดประตูแห่งความยากจนแก่เขา(๑๓)

( ๑๓) บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๙๖ , หน้า ๑๕๘.

วินิจฉัยของอิมามบากิร(อ)

ว่าด้วยเรื่องดวงอาทิตย์และดวงจันทร์

บรรดาอิมามของเรานั้นมีความรู้ล้ำยุคล้ำสมัย และยังให้คุณประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลังในการศึกษา

พวกท่าน(อ)มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในแขนงวิชาการ ความรู้และศิลปวิทยาเป็นที่เชิดชูยกย่องจากบรรดาสานุศิษย์ ด้วยถ้อยคำต่าง ๆ ในฐานะที่เป็นผู้ปูพื้นฐานทางวิชาการสมัยใหม่

ต่อไปนี้จะเป็นการกล่าวลำดับถึงเรื่องราวที่ดีเด่นในแง่มุมต่าง ๆ จากวิถีการดำเนินชีวิตของท่านอิมามอะบูญะอ์ฟัรอัล-บากิร(อ)

- ๑-

เมื่อท่านอิมามบากิร(อ)ได้พบเห็นผู้ประสบภัยพิบัติ ท่าน(อ)จะขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)ในอาการที่สงบเงียบ(๒)

( ๒) กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๒๑.

- ๒

ท่านมุฮัมมัด บิน มุนกะดิรได้กล่าวไว้ว่า :

เมื่อฉันได้เห็นท่านมุฮัมมัด บินมุนกะดิรได้ถามขึ้นว่า

“ สิ่งใดที่เป็นบทเรียนของท่าน ? ”

ท่านมุฮัมมัด บินมุนกะดิรได้เล่าว่า :

ครั้งหนึ่งฉันได้เคยเดินทางไปยังเมือมะดีนะฮฺ ท่ามกลาช่วงเวลาที่ร้อนจัดแล้วฉันได้พบกับท่านมุฮัมมัด บินอะลี

ซึ่งเป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนา เขากำลังนั่งพิงทับคนรับใช้ผิวดำของเขาอยู่ ๒ คน ฉันบอกกับตัวเองว่า ผู้อาวุโสในตระกูลกุเรชคนนี้หาความสุขทางโลกอย่างนี้ในช่วงเวลาเช่นนี้กระนั้นหรือ ฉันยืนยันที่จะสั่งสอนเขา เมื่อฉันขยับเข้าไปใกล้ ฉันก็ได้กล่าวสลามแก่เขา ท่านอะลีได้ตอบรับสลาม ในขณะนั้นตัวของเขาเปียกโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ ฉันได้กล่าวขึ้นว่า :

“ ขอให้อัลลอฮ์ (ซ.บ.) แก้ไขท่านด้วยเถิด ผู้อาวุโสแห่งตระกูลกุเรชมัวแต่หาความสุขทางโลกอยู่ในช่วงเวลาเช่นนี้กระนั้นหรือ ถ้าความตายมาเยือนท่านในชณะที่ท่านอยู่ในสภาพเช่นนี้

ท่านจะทำอย่างไร ?

ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ได้กล่าวตอบ ขณะที่ท่าน(อ)ได้ผละจากคนใช้ทั้งสองคน พลางกล่าวว่า

“ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ถ้าความตายมาหาฉัน ในขณะที่ฉันอยู่อย่างนี้ ซึ่งฉันถือว่า ฉันกำลังทำหน้าที่ตามคำสั่งของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) นั่นคือ ฉันยับยั้งตัวของฉันมิให้ละเมิดต่อท่านและต่อมนุษย์ทั้งหลาย

ที่ฉันกลัวอยู่อย่างเดียวก็คือว่า ถ้าความตายจะมาหาฉันในขณะที่ฉัน

กำลังกระทำในสิ่งที่ละเมิดต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)เท่านั้น ”

ท่านมุฮัมมัด บินมุนกะดิรจึงกล่าวว่า

“ ขอให้อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ประทานความเมตตาแก่ท่านด้วยเถิด ตอนแรกฉันต้องการที่จะให้บทเรียนแก่ท่าน แต่แล้วท่านกลับให้บทเรียนแก่ฉัน ” (๓)

( ๓) อัล-ฟุศูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า ๑๙๖. กัซฟุล-ฆุมมะฮ์ หน้า ๒๑๓.

- ๓-

ท่านอิมามศอดิก(อ)ได้กล่าวว่า :

ในบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์(อ)นั้น บิดาของฉันเป็นคนที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด แต่เป็นคนที่มีเสบียงมากที่สุด ท่าน(อ)ได้บริจาคทานด้วย

เงินดีนารทุก ๆ วันศุกร์

แล้วท่าน(อ)ได้กล่าวว่า

“ การบริจาคทานในวันศุกร์นั้นจะเพิ่มพูนความดีงามอย่างมากมาย เนื่องในวันศุกร์เป็นวันที่มีความดีเหนือกว่าวันอื่น ๆ ทั้งปวง ( ๔)

( ๔) ษะวาบุล-อะอ์มาล หน้า ๑๘๕.

- ๔-

ในยามที่ท่านอิมามบากิร(อ)ยิ้มแย้มแจ่มใน ท่าน(อ)จะกล่าวดุอาอ์พร้อมกันไปว่า

“ โอ้ พระผู้เป็นเจ้า โปรดอย่าได้ลงโทษแก่ข้าพระองค์ ” (๕)

( ๕) มะฏอลิบุซ-ซะอูล เล่ม ๒ , หน้า ๕๒. กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๑๑.

มีคนกลุ่มหนึ่งได้มาหาท่านอะบูญะอ์ฟัร(อ)แล้วคนเหล่านั้นก็ได้พบว่า ลูกชายคนเล็กของท่าน(อ)กำลังป่วยหนัก ซึ่งเขาเหล่านั้นเห็นว่าท่าน(อ)ได้ให้ความสนใจอยู่อย่างเป็นพิเศษ และด้วยความเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ซึ่งท่าน(อ)ไม่สบายใจเลย

พวกเขาเหล่านั้นกล่าวกันว่า

“ หากมีอะไรเกิดขึ้น แน่นอนน่ากลัวที่สุดว่า เราจะต้องได้เห็นในสิ่งที่เราไม่พึงปรารถนา ”

แต่แล้วไม่นานก็ได้ยินเสียงร้องเรียกท่าน(อ)ขึ้นอย่างฉับพลัน ครั้งแล้วเมื่อท่าน(อ)กลับออกมาหาพวกเขาสีหน้าของท่าน(อ)ยังดูสงบ ราบเรียบเหมือนกับไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น

เลย คนเหล่านั้นพูดกับท่าน(อ)ว่า

“ พวกเรากลัวเหลือเกินว่า เราจะได้เห็นท่านในอาการที่เป็นทุกข์ระทมถ้าหากความสูญเสียเกิดขึ้นกับท่าน ซึ่งมันเท่ากับได้สร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นกับพวกเราด้วย ”

ท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ได้กล่าวว่า

“ แน่นนอนที่สุด เรารักและปรารถนาที่จะให้คนที่เรารักมีความสุขปลอดภัย แต่ถ้าคำบัญชาของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) มาถึง เราก็จะน้อมรับในสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการ (๖)

( ๖) บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๑ , หน้า ๘๖.

- ๖-

ท่านอะบูอับดุลลอฮ์(อ) ได้กล่าวว่า :

ในตอนที่ท่านอะบูญะอ์ฟัร(อ)เสียชีวิต ท่าน(อ)ได้ปล่อยทาสของท่าน(อ)ให้เป็นอิสระหลายคน ซึ่งแต่ละคนล้วนแล้วแต่ประพฤติตัวไม่ดี ส่วนคนที่ประพฤติตัวดีนั้นท่าน(อ)ยังคงไว้ให้อยู่กับท่าน(อ)ในฐานะทาสตามเดิม

ฉันได้ถามท่าน(อ)ว่า

“ โอ้ ท่านพ่อ ทำไมท่านจึงปลดปล่อยคนพวกนั้นให้เป็นอิสระและทำไมท่านจึงคงสภาพคนพวกนี้ไว้เหมือนเดิม ? ”

ท่านอิมาน(อ)ตอบว่า

“ แท้จริงแล้วคนทั้งสองพวกต่างก็ถูกลงโทษจากฉันไปแล้วเหมือน ๆ กัน เพราะฉะนั้นฉันจึงทำอย่างนี้ ” ( ๗)

( ๗) อัด-ดัมอะตุซ ซากิบะฮฺ หน้า ๔๑๕.

-๗-

ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ไม่ชอบที่จะได้ยินคนในบ้านของท่าน(อ)เรียกผู้ขอบริจาคทานว่า ‘ ผู้ขอ ’ แต่ท่านอิมาม (อ) สอนคนในบ้านว่า

“ พวกท่านจงเรียกชื่อของเขาเหล่านั้นด้วยชื่อที่ดี ๆ ของพวกเขาเถิด"(๘)

( ๘) อ้างเล่มเดิม หน้า ๔๑๖.

คุณธรรมและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของอิมามที่ ๕

ข้อสำคัญของคุณธรรมและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มิได้อยู่ตรงที่ว่า จะต้องมอบสิ่งของจำนวนมากมายมหาศาลให้ หากแต่ข้อสำคัญของมันอยู่ตรงที่การมอบให้นั้นจะต้องเกิดจากความศรัทธา

และความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า อีกทั้งจะต้องประกอบไปด้วยจริยธรรมที่ดีงาม ตลอดจนการรักษาชื่อเสียงเกียรติยศของผู้ขอ เช่นเดียวกันกับที่ว่าถ้าผู้รับมีความจำเป็นในเรื่องทรัพย์สินอย่างมาก การให้ก็จะต้องเป็นไปด้วยคุณธรรมอย่างสูงเช่นกัน

บรรดานักปราชญ์ผู้อรรถาธิบายอัล-กุรอานได้กล่าวถึงเรื่องราวของบางโองการที่ถูกประทานมาเกี่ยวกับตัวของท่านอะลี

อะมีรุล-มุอ์มินีน(อ) ถึงแม้จะเป็นการบริจาคสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ

แต่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ก็ได้ทรงประทานโองการในเรื่องนี้ไว้ใน

อัล-กุรอานคือ

“ บรรดาผู้ซึ่งบริจาคทรัพย์สินของพวกเขาในยามกลางคืน และในยามกลางวัน ทั้งโดยลับและโดยเปิดเผยนั้น สำหรับพวกเขาคือ รางวัลของพวกเขาจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา และจะไม่มีความ

หวาดกลัวใด ๆ จากพวกเขา และพวกเขาจะไม่เศร้าโศก ”

( อัล - บะกอเราะฮ์ : ๒๗๔)

ซึ่งเป็นโองการที่ถูกประทานมาหลังจากที่ท่านอิมามอะลี

บิน อะบีฏอลิบ(อ)ได้บริจาคเงิน ๔ดิรฮัมสุดท้ายของท่าน(อ)เท่าที่มีอยู่ โดยท่าน(อ)ได้บริจาคในยามกลางคืน ๑ ดิรฮัม ในยามกลางวัน

๑ ดิรฮัม ในยามลับ ๑ ดิรฮัม และในยามเปิดเผย ๑ ดิรฮัม

อีกโองการหนึ่งที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ประทานลงมาในเรื่องของท่าน(อ)คือ

“ อันที่จริงแล้ว ผู้ปกครองของพวกสูเจ้ามี แต่เพียงอัลลลอฮ์ และศาสนทูตของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธาซึ่งดำรงนมาซ และจ่ายซะกาตในขณะโค้ง ”

( อัล - มาอิดะฮ์: ๕๕)

โองการนี้ได้ถูกประทานลงมาเนื่องจากท่านอิมามอะลี(อ)บริจาคแหวนของท่าน(อ)แก่ผู้มาขอบริจาคในมัสญิดของท่านศาสดา

มุฮัมมัด(ศ)แต่ไม่มีผู้ใดมอบอะไรให้ ขณะที่ท่านอิมามอะลี(อ)

นมาซอยู่ ท่าน(อ)ได้กระดิกนิ้วของท่าน(อ)เป็นสัญญาณส่งไปยัง

ผู้ขอคนนั้น ซึ่งเขาก็ได้ถอดแหวนวงนั้นของท่าน(อ)เอาไป

และยังมีอีกซูเราะฮ์หนึ่งที่ถูกประทานลงมาคือ ‘ อัล-ฆอชิยะฮฺ ’ เกี่ยวกับเรื่องของอะฮ์ลุลบัยต์ ( อ) หลังจากที่เขาได้บริจาคส่วนหนึ่งของแป้งสาลีให้แก่คนขัดสน เด็กกำพร้า และเชลย

มีรายงานจากท่านอะบู บะศีร(ร.ฎ.)ว่า :

ข้าพเจ้าได้กล่าวกับอิมามท่านหนึ่ง(หมายถึงระหว่างท่านอิมาม

บากิรหรืออิมามศอดิก)ว่า

“ การบริจาคที่ประเสริฐยิ่งนั้นเป็นอย่างไร ? ”

ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า

“ หมายถึง ทุ่มเท เสียสละในสิ่งที่มีอยู่น้อยที่สุด เพราะฉันเคยได้ยินได้ฟังโองการหนึ่งของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่ตรัสว่า:

“ และเขาเหล่านั้นยอมให้ตัวของพวกเขารับความทุกข์เป็นการทดแทน ถึงแม้ว่าจะมีความจำเป็นเฉพาะกับพวกเขาอยู่ก็ตาม ” ( ๑)

( ๑) จากหนังสือ ‘ ษะวาบุล-อะอ์มาล ’ หน้า ๑๔๒.

ข้อที่ควรสังเกตก็คือว่า ถ้าการมอบให้และการบริจาคทานเป็นไปด้วยวิธีการอันถูกต้อง ก็ย่อมจะหมายถึงคุณค่าที่สูงส่งกว่าการพิจารณาในแง่ของจำนวนสิ่งของที่บริจาค เพราะการกระทำ

เช่นนี้ย่อมประกอบด้วยความบริสุทธิ์ใจ และการมุ่งถวายต่อพระผู้เป็นเจ้า

แนวทางอันละเอียดถี่ถ้วนนี้เองที่บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ได้ถือปฏิบัติในขณะที่พวกเขามอบสิ่งของและบริจาค

แน่นอนที่สุด บรรดาอิมามเหล่านี้ได้ถวายตนอย่างใกล้ชิดยังอัลลอฮ์(ซ.บ.)โดยการบริจาคสิ่งต่าง ๆเหล่านั้น อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่นำพวกท่านให้เข้าถูกยังพระองค์ นับเป็นเกียรติประวัติที่ควรค่าในการกล่าวถึงตลอดไปชั่วนิรันตร์ ท่ามกลางอนุชนรุ่นต่อไปในภายภาคหน้ายั่งยืนนาน

เราจะขอนำเอาเรื่องราวเหล่านี้บางส่วนของท่านอิมามอะบูญะอฟัร(อ)มาเสนอดังนี้

.... ๑....

‘ ซัลมา ’ หญิงรับใช้คนหนึ่งของท่านอิมามอะบูญะอ์ฟัร(อ) ได้กล่าวว่า:

ไม่ว่ายามใดที่มิตรสหายของท่าน(อ)เข้าพบ ทุกคนจะไม่สามารถออกมาจากการเข้าพบท่าน(อ)ได้

จนกว่าเขาเหล่านั้นจะได้รับประทานอาหารที่เอร็ดอร่อยเสียก่อน และท่าน(อ)จะมอบเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงามให้กับพวกเขาเหล่านั้นและท่าน(อ)ยังได้มอบเงินดีนารอีกจำนวนหนึ่งให้แก่พวกเขาเหล่านั้นด้วย

ข้าพเจ้าเคยพูดกับท่าน(อ)ในเรื่องนี้เพื่อที่จะให้ท่าน(อ)ลดปริมาณของที่จะบริจาคลงไปบ้าง

ท่าน(อ)กล่าวว่า

“ ซัลมาเอ๋ย อะไรก็ตามที่มันเป็นสิ่งดี ๆ ในโลกนี้ เราจะต้องนำมันมาเป็นสื่อสัมพันธ์กับหมู่พี่น้อง และเพื่อไมตรีจิตต่อกัน ” (๒)

( ๒) นูรุล-อับศอร หน้า ๒๐๗. กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๑๑. อัล-ฟุศูลุล-มุฮิมมะฮ์ หน้า ๑๙๗. ศิฟะตุศ-ศ็อฟวะฮ์ เล่ม ๒ , หน้า ๖๓.

.... ๒....

ท่านอัมร์ บินดีนารและท่านอับดุลลอฮ์ บินตุฟัยล์ บินอามิรได้กล่าวว่า :

ไม่ว่าในยามใดที่เราได้พบกับท่านอะบูญะอ์ฟัรมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ท่าน(อ)จะต้องนำส่งของบริจาคของขวัญเพื่อเป็นสื่อสัมพันธ์ และเสื้อผ้าอาภรณ์ให้แก่พวกเราเสมอไป

แล้วท่าน(อ)จะกล่าวว่า

“ นี่คือสิ่งของสำรองไว้สำหรับพวกท่าน ก่อนที่พวกท่านจะมาพบกับฉัน ” ( ๓) ( ๓) กัซฟุล-ฆุมมะฮ์ หน้า ๒๔๑. อะอ์ยานุช-ชีอะฮ์กอฟ ๒/๔๙.

.... ๓....

ท่านอัซวัด บินกะซีรได้กล่าวว่า :

ข้าพเจ้าได้ร้องทุกข์ต่อท่านอะบูญะอ์ฟัร(อ)เกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคและการที่ญาติพี่น้องกระด้างกระเดื่อง

ท่าน(อ)กล่าววว่า

“ พี่น้องที่เลวยิ่งนั้นได้แก่ ผู้ที่เอาใจใส่ต่อเจ้าในขณะที่เจ้าร่ำรวยแต่ตัดขาดจากเจ้าในขณะที่เจ้ายากจน ”

หลังจากนั้นท่าน(อ)ได้ส่งคนรับใช้ให้นำถุงเงินออกมา ซึ่งในนั้นมีเงินจำนวน ๗๐๐ ดิรฮัม

แล้วกล่าวว่า

“ จงเอาเงินก้อนนี้ไปใช้จ่ายเถิด ครั้งเมื่อจ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จงบอกให้ฉันรู้ด้วย ” (๔)

( ๔) ศิฟาตุศ-ศ็อฟวะฮฺ เล่ม ๒ , หน้า ๖๓. อัล-ฟุซูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า ๑๙๗. กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า๒๑๑. มะฏอลิบุซ-ซูอูล เล่ม ๒ , หน้า ๕๓.

๔....

ท่านซุลัยมาน บินก็อรรอมได้กล่าวว่า :

ท่านอะบูญะอ์ฟัร มุฮัมมัด บินอะลี(อ)นั้นได้เคยนำเงินมาจุนเจือพวกเราครั้งละ ๕๐๐ ดิรฮัมบ้าง ๖๐๐ ดิรฮัมบ้าง ๑ , ๐๐๐ ดิรฮัมบ้าง

ท่าน (อ)ไม่เคยแหนงหน่ายจากการผูกสัมพันธ์กับพี่น้องของท่าน(อ)และการติดต่อกับคนที่มีความต้องการและมีความมุ่งหวังจะได้รับจากท่าน(อ) ( ๕)

( ๕) อัล-ฟุศูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้ ๑๙๗. กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๑๔. มะฏอลิบุซ-ซูอูล เล่ม ๒ , หน้า ๕๓.

๕....

ท่านอะบูอับดุลลอฮ์(อ)ได้กล่าว่า

ข้าพเจ้าได้เข้าไปพบบิดาของข้าพเจ้าในวันหนึ่ง ในขณะนั้นท่าน(อ)ได้บริจาคทานแก่คนยากจนหลายคนแห่งเมืองมะดีนะฮ์ ด้วยเงินจำนวน ๘ , ๐๐๐ ดีนาร และท่าน (อ) ได้ปล่อยทาสให้เป็นอิสระจำนวน ๑๑ คน ( ๖)

( ๖) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม ๑๑ , ห น้า ( ๔) ศิฟาตุศ-ศ็อฟวะฮฺ เล่ม ๒ , หน้า ๖๓. อัล-ฟุซูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า ๑๙๗. กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า๒๑๑. มะฏอลิบุซ-ซูอูล เล่ม ๒ , หน้า ๕๓. ห น้า ๘๖.

สำนักคิดทางวิชาการของอิมามบากิร(อ)

รัฐอันแข็งแกร่งที่มุอาวิยะฮฺได้สถาปนามันขึ้นมานั้น เกิดขึ้นด้วย

เลือดเนื้อของบรรดาศอฮาบะฮฺ และบรรดาตาบิอีน ผู้อาวุโสทั้งสิ้น ท่านอิมามฮะซัน(อ)ผู้ที่เป็นหลานของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) ท่านอัมร์ บินฮุมก์ อัล-ค็อซซาอี ท่านฮิจร์ บินอุดัย อัล-ฮินดี และบรรดามิตรสหาย ตลอดจนถึงบรรดามุลลิมรุ่นอาวุโสคนอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง

ท่านอิบนุ ฮินด์ นักปราชญ์ใหญ่คนหนึ่งได้ให้ข้อสังเกตว่า :

อาณาจักรการปกครองของอุมัยยะฮ์นั้นเป็นอาณาจักรที่คงไว้ซึ่งความเป็นเผด็จการเหนืออำนาจเผด็จการใด ๆ

หลังจากที่อิมามฮุเซน(อ)ได้พลีชีพไปเพราะถูกสังหารแล้ว การปะทะกำลังเริ่มมีขึ้น ซึ่งความเด็ดขาดของอับดุลมาลิก บินมัรวาน ก็มิได้ให้คุณประโยชน์แต่ประการใดแก่อาณาจักร แล้ว

ฮัจญาจ บินยูซุฟก็ได้แผ่อำนาจเข้ามาครอบงำโดยการปกครองแบบทรราชของตน แล้ว

อาณาจักรของวงศ์อุมัยยะฮ์ได้ถึงแก่การล่มสลายในรัชสมัยของฮิชาม บินอับดุลมาลิก เนื่องจากการรณรงค์ต่อสู้ของราชวงศ์

อับบาซิยะฮ์ที่ได้เริ่มต้นขึ้นในประเทศเปอร์เซีย(อิหร่าน)

ท่านอิมามอะบูญะอ์ฟัร(อ)ได้อาศัยเวลาในสภาพการณ์เหล่านี้เป็นโอกาสในการเปิดสำนักวิชาการของท่าน(อ)ขึ้นจนสามารถผลิตบรรดานักปราชญ์ออกมาจากสำนักวิชาการดังกล่าวจำนวน

หลายร้อยคน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ยืนยันให้เห็นถึงความเป็นจริง

ตามที่ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)ได้เคยแจ้งให้ท่านญาบิร บินอับดุลลอฮ์ อันศอรี(ร.ฏ.)ได้ทราบไว้ในกาลก่อนว่า

“ ญาบิรเอ๋ย หวังว่าเจ้าจะได้มีโอกาสอยู่ต่อไปจนทันได้พบกับบุตรชายคนหนึ่งของบุตรชายฮุเซน ชื่อของเขาจะเหมือนกับชื่อของฉัน เขาจะมีความแตกฉานทางวิชาการอย่างแท้จริง

หมายความว่า เขาสามารถที่จะอธิบายวิชาการในแขนงต่าง ๆ ได้อย่างถี่ถ้วน ครั้นถ้าหากเจ้าได้มีโอกาสพบเห็นเขา เจ้าก็จงฝากสลามฉันให้แก่เข้าด้วยเถิด ”

ความแตกฉานและความเก่งกาจสามารถทางวิชาการของท่านอิมามญะอ์ฟัร(อ)นั้นมีมากมายอย่างล้นเหลือ จนกระทั่งโลกนี้ดาษดื่นไปด้วยวิชาความรู้ของท่าน(อ) และได้มีการนำเอาวิชาความรู้ของท่าน(อ)มาแพร่หลายกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เคยมีวิชาความรู้ของผู้ใดได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันไปอย่างนี้มาก่อน

ท่านญาบิร อัล-ญุอ์ฟี(ร.ฏ.)ได้กล่าวว่า

“ ท่านอะบูญะอ์ฟัรนั้นได้สอนฮะดีษให้แก่ข้าพเจ้าจำนวน ๗๐ , ๐๐๐ ฮะดีษ (๑)

( ๑) อะอ์ยานุช-ชีอะฮฺ ๔ กอฟ ๒/๒๘.

ท่านมุฮัมมัด บินมุสลิม(ร.ฏ.)ได้กล่าวว่า

“ ไม่ว่าข้าพเจ้าจะข้องใจในสิ่งใด ๆ ก็ตาม ข้าพเจ้าจะต้องเรียนถามท่านอะบูญะอ์ฟัร(อ) เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ เสมอ จนกระทั่งว่า ข้าพเจ้าได้เรียนถามฮะดีษต่าง ๆ จากท่านมากถึง ๓๐ , ๐๐๐ ฮะดีษ ( ๒)

( ๒) ริยาลุล-กุซซี หน้า ๑๐๙.

ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ในสมัยของท่าน(อ)บางคนยืนยันในการบอกเล่าเรื่องของท่าน(อ)ว่า

ประชาชนทั้งหลายได้พากันรุมล้อมท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ) เพื่อขอร้องให้ท่านออกคำวินิจฉัยความเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ทางศาสนบัญญัติ และคนเหล่านั้นต่างก็ได้ข้อปุจฉาในแขนงวิชาการต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาสลับซับซ้อนอย่างมากมาย

ซึ่งท่าน(อ)ก็มิได้ปฏิเสธแม้สักคำถามเดียวจนกระทั่งท่าน ( อ) ได้ออกคำวินิจฉัยความให้แก่เขาเหล่านั้นมากถึง ๑ , ๐๐๐ ปัญหา เสร็จแล้วท่านจึงมุ่งหน้าเพื่อเดินทางต่อไป ( ๓)

( ๓) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๗๕.

ท่านเชคมุฟีด(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า :

ท่านอิมามบากิร หรือท่านมุฮัมมัด บินอะลี บินฮุเซน(อ)นั้น นับว่าเป็นตัวแทนของอิมามอะลี บินฮุเซน(อ)และเป็นทายาทของท่าน(อ)ท่ามกลางบรรดาพี่น้องจำนวนหลายคน ท่าน(อ)อยู่ใน

ฐานะที่เป็น ‘ อัล-กออิม ’ ( ผู้เป็นหลักฐานที่ดำรงอยู่)

สำหรับตำแหน่งอิมามภายหลังจากท่านอิมามอะลี บินฮุเซน (อ)ท่าน(อ)ได้สำแดงให้เป็นที่ปรากฏแก่บรรดาหมู่คณะของท่าน(อ)ถึงเกียรติคุณอันล้นพ้นเหลือในด้านวิชาการ ในด้านความมีสมถะ และความเป็นผู้นำ ท่าน(อ)เป็นผู้ที่ให้ข้อคิดเตือนสติปัญญาแก่พวกเขาทั้งหลาย และเป็นผู้สนับสนุนพวกเขาเหล่านั้นอย่างเต็มกำลัง

ความสามารถ ทั้งในโอกาสต่าง ๆ โดยทั่วไป และบางโอกาสเป็นการเฉพาะ ในหน้าประวัติศาสตร์นั้นจะเห็นได้ว่าไม่มีคนหนึ่งคนใดจากลูกหลานของท่านอิมามฮะซัน(อ)และอิมามฮุเซน(อ)จะเป็นผู้

ที่สำแดงให้ปรากฏถึงวิชาความรู้ทางศาสนา

ความรู้ทางประวัติศาสตร์และซุนนะฮฺ อีกทั้งความรู้ทางอัล-กุรอาน จริยศาสตร์ ศิลปะศาสตร์ และวัฒนธรรม ให้เพียบพร้อมอย่างที่ท่านอะบูญะอ์ฟัร(อ)

ได้สำแดงให้ปรากฏ บรรดามวลมิตรสหายคนอื่น ๆ นั้น ล้วนแต่ได้เรียนรู้วิชาการทางศาสนาจากท่าน(อ)ผู้นี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบรรดานักปราชญ์ในรุ่นตาบิอีน หรือบรรดานักปราชญ์ของปวง

มุสลิมระดับแนวหน้า ล้วนแล้วแต่ได้กลายมาเป็นผู้รู้ก็เนื่องจากคุณงามความดีทางวิชาการของท่าน ( อ) และได้ถือเอา (อ) เป็นเยี่ยงอย่าง อีกทั้งได้ดำเนินชีวิตไปตามคุณลักษณะของท่าน (อ)

ดังที่มีปรากฏเป็นหลักฐานในบทกวีตอนหนึ่งซึ่งนักกวีผู้มีชื่อเสียงคือท่านกูรตีได้กล่าวไว้ว่า :

“ โอ้ ผู้ปราชญ์เปรื่องทางวิชาการของเหล่าบรรดาผู้มีตักวา โอ้ ผู้มีปัญญาที่ประเสริฐยิ่งของเหล่าบรรดานักปราชญ์ ” (๔)

( ๔) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๘๔.

ท่านอิบนุชะฮ์ริออชูบ(ร.ฮ.)ได้กล่าวไว้ว่า :

บรรดานักปราชญ์อื่น ๆ ตลอดจนถึงนักปราชญ์ในรุ่นตาบิอีนและนักฟุกอฮา(นักนิติศาสตร์อิสลาม)รุ่นอาวุโสของบรรดามุสลิมนั้นต่างก็ได้เรียนรู้วิชาการทางศาสนาจากท่านมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ดังนี้

ในรุ่นศอฮาบะฮ์ คือ ท่านญาบิร บินอับดุลลอฮ์ อันศอรี

ในรุ่นตาบิอีนคือ ท่านญาบิร บินยะซีด อัล-ญุอ์ฟี และท่านกีซาน ซัคติยานี ผู้เชียวชาญทางสาขาศูฟีจากบรรดานักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียง ผู้ซึ่งได้รับเอาความรู้จากท่าน(อ)มาบันทึกต่อนั้นคือ

ท่าน(อ)ฏ็อบรี ท่านบะลาซิรีย์ ท่านซะลามี และท่านคอฏีบ

คนกลุ่มนี้ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับตัวท่านอิมามบากิร(อ)ไว้ในตำราประวัติศาสตร์ของพวกตน

และยังมีบันทึกไว้ตามรายชื่อหนังสือดังนี้

หนังสือ ‘ อัล-มุวัฏเฏาะ ’ หนังสือ ‘ ชะรอฟุล-มุศฏอฟา ’ หนังสือ ‘ อัล-อิบานะฮฺ ’ หนังสือ ‘ มุชนะตัย อะบีฮะนีฟะฮ์ วัลมะรูซี ’ หนังสือ ‘ ตัรฆีบุล อิศฟะฮานี ’ หนังสือ ‘ บะซิฏุล-วาฮิดี ’ หนังสือ ‘ ดัฟซีรุล-นุกอซ ’ หนังสือ ‘ ตัฟซีร-ซะมัคชะรี ’ หนังสือ ‘ มะอริฟะตุ อุศูลิลฮะดีษ ’ และหนังสือ ‘ ริซาละตุซ ซัมอานีย์ ’

“ เจ้าของตำราเหล่านี้จะกล่าวด้วยประโยคเดียวกันว่า:

“ ท่านมุฮัมมัด อิบนุอะลีได้กล่าวไว้ ”

หรือบางทีพวกเขาก็จะกล่าวว่า :

“ ท่านมุฮัมมัด บากิรได้กล่าวไว้ดังนี้ ” ( ๕)

( ๕) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๘๔.

ท่านอิบนุ ชะฮ์ริออชูบ(ร.ฮ.)ยังได้กล่าวอีกว่า :

บรรดานักปราชญ์ทั้งหลายได้ลงมติเห็นพ้องต้องกันว่า นักปราชญ์ทางศาสนา ผู้เชี่ยวชาญรุ่นแรกๆ นั้นมี ๖ ท่าน ทุกคนล้วนเป็นสานุศิษย์ของอะบูญะอ์ฟัร(อ)และอะบูอับดุลลอฮ์(อ)ผู้เป็นอิมามมะอศูมีน อันได้แก่

๑. ท่านซุรอเราะฮ์ บินอะอยุน

๒. ท่านมะอรูฟ บินค็อรบูซ อัล-มักกี

๓. ท่านอะบูบะศีร อัล-อะซะดี

๔. ท่านฟุฏัยล์ บินยะซาร

๕. ท่านมุฮัมมัด บินมุสลิม อัฏ-ฏออิฟี

๖. ท่านบุรอยด์ บินมุอาวิยะฮ์ อัล-ดัจลีล

ท่านอิบนุชะอริออชูบ ยังได้กล่าวอีกว่า :

ท่านฮุมรอน บินอะอ์ยุน อัช-ชัยบานี และพี่น้องของท่าน (เช่น ท่านบุกัยร์ ท่านอับดุลเราะฮ์มาน ท่านอับดุลมาลิก)

ส่วนหนึ่งจากสานุศิษย์ของท่านได้แก่

ท่านมุฮัมมัด บิน อิสมาอีล บินบะซีอ์ ท่านอับดุลลอฮ์ บินมัยมูน อัล-กีดาฮ์ ท่านมุฮัมมัด บินมัรวาน อัล-กูฟี ท่านอิสมาอีล บินฟัฏลาฮ์ อัล-ฮาชิมี ท่านอะบูฮารูน อัล-มักฟูฟ ท่านศอรีฟ นาศิฮ์

ท่านซะอีด บินศอรีฟ พัล-อัชกาฟ อัด-ดูลี ท่านอิสมาอีล อิบนุญาบิร อัล-ค็อษอะมี ท่านอุกะฮฺ บินบะชีร อัล-อะซะดี ท่านอัซลัม อัล-มักกี(คนสนิทของอิบนุฮะนะฟียะฮฺ) ท่านอะบูบาศีรลัยษ์ บิน บักตะรี

อัล-มุรอฏี ท่านอัล-กูมีต บิน เซด อัล-อะซะดี ท่านนาญิยะฮฺ บินอัมมาเราะฮ์ อัศ-ศ็อยดาวี ท่านมุอาซบินมุสลิม อัล-ฮิรอย์ อัน-นะฮฺวี และท่านบะชีร อัร-ริฮาล( ๖)

( ๖) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๙๕.

ท่านอะบูนะอีม อิศบะฮานีได้กล่าวว่า : บรรดาตาบิอีนที่ได้ศึกษาวิชาความรู้จากท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)นั้น ได้แก่

ท่านอัมร์ บินดีนาร ท่านอะฏออ อิบนุ อะบีริบาอ ท่านญาบิร อัล-ญุอฟี ท่านอะบาน บินตัฆลิบ

และมีบรรดาอิมามตลอดจนถึงนักปราชญ์ทางศาสนาอีกหลายท่านในรุ่นหลัง ที่ได้เรียนรู้เรื่องราวศาสนาที่มาจากท่านเช่น

ท่านลัยษ์ บินอะบีซะลิม ท่านอิบนุ ญุรีฮฺ ท่านฮัจญาจญ์ บินอิรฏอ( ๗) ( ๗) ฮิลยะตุ้ล-เอาลิยาอ์ เล่ม ๓ , หน้า ๑๘๘.

จากวันนั้นถึงวันนี้ กาลเวลาได้ผ่านไปแล้ว ๑๓ ทศวรรษที่ท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ได้สถาปนาสำนักวิชาการนี้ขึ้นมา ความรู้ทางศาสนบัญญัติฮะดีษและตัฟซีร ตลอดจนถึงวิชาการแขนงอื่นๆ ก็ยังคงมีอยู่อย่างไม่ขาดสาย สายธารแห่งวิชาความรู้อันบริสุทธิ์ยังดำเนินติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่องไม่เคยหยุดยั้ง

การตัฟซีรพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน

ในบทที่ผ่านมา ท่านได้อ่านถึงเรื่องราวของทางวิชาการของท่าน

อิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ไปแล้ว จะเห็นได้ว่าการสถาปนาขึ้นมาซึ่งสำนักวิชาการอันยิ่งใหญ่ของท่านอิมาม(อ)ในการสร้างสรรศิษยานุศิษย์ให้มีความรู้ในแขนงต่าง ๆ นั้นได้มีแขนงวิชาความรู้ในด้านการตัฟซีรอัล-กุรอานอีกด้วย

ถ้าหากคนทั้งหลายให้การยอมรับต่อบรรดาอิมามโดยหวนย้อนไปพิจารณาวิชาการตัฟซีรของพวกท่านโดยเฉพาะแล้วไซร้ จะได้เห็นว่า ท่านเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในวิชาการด้านนี้เป็นพิเศษเหนือกว่าบุคคลอื่น ๆ ทั้งนี้ ก็เพราะว่าพวกท่าน(อ)คือ ศูนย์หลักของพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน


3

4

5

6

7

8

9