ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร

ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร0%

ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร ผู้เขียน:
กลุ่ม: ห้องสมุดศาสดาและวงศ์วาน

ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร

ผู้เขียน: ศาสตราจารย์เชคอะลีมุฮัมมัด อะลีดุคัยยิล
กลุ่ม:

ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม: 1223
ดาวน์โหลด: 249

รายละเอียด:

ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร
ค้นหาในหนังสือ
  • เริ่มต้น
  • ก่อนหน้านี้
  • 239 /
  • ถัดไป
  • สุดท้าย
  •  
  • ดาวน์โหลด HTML
  • ดาวน์โหลด Word
  • ดาวน์โหลด PDF
  • ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม: 1223 / ดาวน์โหลด: 249
ขนาด ขนาด ขนาด
ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร

ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร

ผู้เขียน:
ภาษาไทย

สิ่งที่ยืนยันเรื่องนี้ก็คือ การทดสอบและการเรียนรู้ของบรรดานักปราชญ์ในสาขาวิชาการต่าง ๆ

ขอสาบานด้วยพระนามอัลลอฮ์ ถ้าหากนักปราชญ์และนักค้นคว้าเหล่านั้น ได้ศึกษาถึงถ้อยคำเหล่านี้ที่มาจากบรรดอิมาม(อ)ที่เคยมีมาก่อนถึง ๑๓ ศตวรรษ ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยเครื่องมือต่าง ๆ อย่างนี้ แน่นอนที่สุด พวกเขาจะเป็นคนที่ศรัทธาต่อบรรดาอิมามอย่างรวดเร็วที่สุด และจะเป็นผู้ที่รักบรรดาอิมามมากกว่ามนุษย์ทั้งมวล ในขณะที่นักปราชญ์ตะวันตกเคยกล่าวไว้ว่า

“ ศาสนาอิสลามถูกสกัดกั้นโดยชาวมุสลิม ”

บรรดาอิมามก็ถูกสกัดกั้นโดยบรรดาชีอะฮฺที่มิได้เผยแผ่วิชาความรู้ของท่าน และมิให้โอกาสแก่ชาวโลกในการมองเห็นภาพที่แท้จริงของพวกท่าน(อ)

ในบทนี้ ข้าพเจ้าจะนำคำสอนของท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ที่นักปราชญ์ผู้ทรงเกียรติ คือ

ท่านมุฮัมมัด อิบนุลฮะซัน อัศ-ศิฟาร(เสียชีวิต ฮ.ศ.๒๙๐)ได้กล่าวไว้

และท่านซัยยิดอาชิม อัล-บะฮฺรอนี (เสียชีวิต ฮ.ศ.๑๑๐๗) ได้นำมากล่าวไว้ในตัฟซีระอัล-บุรฮานของท่าน ดังมีใจความว่า :

ท่านญาบิร บินยะซีดได้รายงานจากท่านอะบูญะอฟัร(อ)ความว่า :

ท่านอิมาม(อ)ได้กล่าวว่า

“ ยังมีดวงอาทิตย์อื่นนอกเหนือจากดวงอาทิตย์ที่พวกท่านเห็นอยู่นี้อีก ๔๐ ดวง ระยะทางระหว่างดวงอาทิตย์เหล่านั้นแต่ละดวงคือ ๔๐ ปี ในที่แห่งนั้นมีสิ่งถูกสร้างเป็นจำนวนมาก

พวกเขาไม่รับรู้ว่า อัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ทรงสร้างท่านนบีอาดัมหรือไม่ และแท้จริงยังมีดวงจันทร์อื่น

นอกเหนือจากดวงจันทร์ดวงนี้ของท่าน ยังมีอีก ๔๐ ช่วงเวหาระหว่างห้วงเวลาหนึ่งกับห้วงเวหาหนึ่งเป็นระยะทางไกลถึง ๔๐ ปี ซึ่งในแต่ละห้วงเวหานั้น มีสิ่งที่ถูกสร้างมากมาย

เขาเหล่านั้นมิได้รู้เลยว่าอัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ทรงสร้างท่านนบีอาดัมหรือไม่ อย่างไร เขาเหล่านั้นถูกดลบันดาลให้รู้เยี่ยงฝูงผึ้งทั้งหลาย ” ( ๑)

( ๑) บะศออิตด-ดะร่อญาต อัล-บุรฮาน ฟี ตัฟซีริล-กุรอาน เล่ม ๑ , หน้า ๔ { จำนวนตัวเลข ณ ที่นี้

ท่านชัยยิตฮิบบะตุดดีน ชะฮฺริซตานี(ร.ฮ.)กล่าวไว้หลัง จากได้บันทึกข้อความเหล่านี้และข้อความอื่น ๆ ในทำนองเดียวกันว่า :

“ ผลสรุปนั่นก็คือ นักปราชญ์ในสมัยก่อนยืนยันเป็นที่แน่นอนว่าไม่มีใครเสนอความคิดเกี่ยวกับเรื่องการมีดวงอาทิตย์หลายดวง และไม่ยอมรับทัศนะที่มีความเห็นว่ามีดวงอาทิตย์มากมาย

จนกระทั่งมาถึงยุคหลัง ๆ นี่เอง เมื่อเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้เจริญก้าวหน้าอย่างครบครัน

บรรดานักปราชญ์จึงมีความเห็นว่ายังมีดวงอาทิตย์อีกมากมาย เนื่องจากสามารถค้นคว้าได้โดยวิธีการสมัยใหม่ ๆ

เช่น เครื่องมือที่นำมาใช้ในเรื่องแสงและกล้องดูดาวประเภทต่าง ๆ ยิ่งกว่านั้น

พวกเขายังสามารถรับรู้ถึงระดับชั้นต่าง ๆ ของแสงที่มีอยู่ และรวมไปถึงหมู่ดาวฤกษ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในนั้น อีกทั้งรากเหง้าพื้นฐานอันเป็นบ่อเกิดของแสง และนักปราชญ์เหล่านั้นยังได้เปรียบเทียบความ

ห่างไกลและขนาดต่าง ๆ ของมันอีกด้วย ผลสรุปก็คือว่า

พวกนักปราชญ์เหล่านั้นมีทัศนะที่บ่งชี้ให้เห็นว่ามีดาวฤกษ์ต่าง ๆ อยู่อีก ซึ่งนั้นก็คือดวงอาทิตย์อีกหลายดวง ซึ่งมีแสงสว่างในตัวเอง

มีความร้อนด้วยตัวของมันเอง กำลังโคจรอยู่ในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาลโดยที่เราไม่สามารถกำหนดขอบเขตความกว้างไกลที่มากมายเช่นนั้นได้เลย และดวงอาทิตย์เหล่านั้นไม่มีส่วนสัมพันธ์

ใด ๆ กับโลกของเรา อีกทั้งไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับระบบโคจรของดวงอาทิตย์ดวงนี้ กล่าวคือ

แต่ะละดวงก็มีระบบโคจรเป็นของตัวเองโดยเฉพาะ และมีโลกเป็นบริวารของตัวเองโดยเฉพาะอันประกอบด้วยดินแดนต่าง ๆ และ

มีดวงจันทร์หลายดวงโคจรหมุนเวียนอยู่ แสดงถึงการมีจำนวนมาก – ผู้เรียบเรียง }

รอบ ๆ ในระบบของมัน เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ที่เป็นศูนย์กลางระบบการโคจรในระบบจักรวาลของเรา ทัศนะเหล่านี้นับวันจะยิ่งแพร่หลายและถูกยอมรับมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ได้เป็น

ที่ยอมรับกันอย่างเป็นเอกฉันท์แล้วว่า

ดวงอาทิตย์มีจำนวนหลายดวง ”

สำหรับบทบัญญัติในศาสนาอิสลามนั้นได้เสนอแนวความคิดในเรื่องนี้ล่วงหน้าบรรดานักปราชญ์ในสมัยหลังนานมากกว่า

๑ , ๐๐๐ ปีแล้ว

กล่าวคือ ได้มีการแถลงไว้อย่างชัดเจนในตำราหลายเล่มว่า

มีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อยู่ในจักรวาลจำนวนมากมายหลายดวง บ้างก็เป็นการแถลงอย่างผิวเผิน บ้างก็เป็นการแถลงอย่างยืนยัน

ท่านซัยยิด ฮิบบะตุดดีน ชะฮฺริซตานี(ร.ฮ.) ได้กล่าวในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับระบบการโคจรที่ถูกกำกับไว้ในห้วงเวลาว่า :

ศาสตราจารย์สองท่านได้แก่ ‘ เฮอร์ชิว ’ ผู้เชี่ยวชาญในวิชาดาราศาสตร์ ‘ เออร์โนซาและอารอโก ’ ตลอดจนนักปราชญ์อีกคณะหนึ่ง ซึ่งเป็นชนรุ่นหลัง นักปราชญ์สองท่านแรกนี้ได้ให้ทัศนะว่า ระบบการโคจรของสากลจักรวาลนั้นเป็นไปด้วยการถูกกำกับไว้ และเป็นการนำพาสรรพสิ่งทั้งมวล แม้กระทั่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ซึ่งมีจำนวนมากมายหลายดวง ผลสรุปก็คือว่า สรรพสิ่ง

ทั้งหลายเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงสร้างไว้ทั้งสิ้น ตามสภาพการณ์ที่ได้จัดเตรียมไว้ให้เป็นถิ่นฐานของมัน เช่น สัตว์ชนิดต่าง ๆ จำพวก ‘ งู ’ ที่มีการใช้ชีวิตอยู่ในไฟ

ท่านได้กล่าวว่า นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยหลังจำนวนหนึ่งได้ให้ทัศนะถึงเรื่องการมีอยู่ของสัตว์ โดยเฉพาะในดวงจันทร์ เช่น ท่านเฮร์ก ท่านเฮอร์ซิล ท่านดูกา ท่านกาซิเน่ และท่านอาราโกที่ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับดวงดาวต่าง ๆ และยังมีนักปราชญ์อีกจำนวนหนึ่งที่ได้ให้คำยืนยันและเสนอหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ ซึ่งบางทีเราอาจจะนำมากล่าวถึงเมื่อตอนที่อธิบายถึงเรื่องราวเกี่ยวกับดวงจันทร์(๒)

( ๒) โปรดพิจารณาดูหนังสือ อัล-ฮัยอะตฺ วัล-อิสลาม หน้า ๒๒๖ , ๒๒๙ , ๒๓๒ และข้อความที่อธิบายประกอบในหนังสือนี้ นั่นคือหมวยที่ ๙ หน้า ๒๖๔ ที่กล่าวไว้ว่า ฟลาเมอยูน มีความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่มีชีวิตมีอยู่ในดวงจันทร์

ท่านชะอริซตานี(ร.ฮ.)ได้กล่าวไว้ในบทสรุปของคำอธิบายในเรื่องนี้ไว้ว่า :

“ พี่น้องที่รักทั้งหลาย นี่คือความเป็นไปของโลกที่ได้แสดงออกมาอย่างเปิดเผยและเห็นได้ชัด โดยวิวัฒนาการในหลาย ๆ ยุค หลาย ๆ สมัย จนกระทั่งได้มีทฤษฏีและมีอุปกรณ์เครื่องไม้

เครื่องมือที่เจริญก้าวหน้า ปรากฏออกมาบ่งชี้ถึงข้อสรุปของแนวความคิดใหม่ ๆ อันนี้

และได้ทำให้ชาวตะวันตกมีความรู้สึกภูมิใจที่สามารถเปิดเผยเรื่องราวเหล่านี้ได้และได้ทำให้บรรดาชาวตะวันออกมีความรู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถนำเรื่องนี้มาตีแผ่นได้ แต่ได้โปรดพิจารณาต่อบรรดาทายาทของศาสดามุฮัมมัด(ศ)ด้วยเถิดว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ท่านสามารถกล่าวถึงเรื่องราวเช่นนี้ไว้

ได้ในสมัยโบราณกาล อันเป็นอดีตที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ซึ่งในขณะนั้นไม่ปรากฏว่าจะมีสายตาและจะมีแนวความคิดเกี่ยวกับพื้นฐานวิชาการด้านนี้แต่อย่างใดเลย และไม่มีดวงใจของผู้ใดที่

กระตุ้นให้มีการใช้ความคิดแม้แต่บางแง่มุมของเรื่องราวที่มีความหมายในทำนองนี้

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม

บรรดาอิมาม(อ)มิได้มุ่งที่จะสร้างความสำคัญใด ๆ ขึ้นมาสำหรับการเปิดเผยความจริงที่เร้นลับในด้านนี้และมิได้ประสงค์ในอันที่จะนำความน่าประทับใจในด้านนี้มาไว้สำหรับัวของพวกท่าน(อ)

หากแต่สิ่งที่พวกท่าน(อ)ได้เน้นและต้องการก็คือ

เสนอแนวความคิดที่ให้การยอมรับและให้ความสำคัญสูงสุดต่อวิชาความรู้ของพระผู้เป็นเจ้า และมีความประสงค์ในอันที่จะรักษาวิชาการทางศาสนบัญญัติและปรารถนาที่จะนำมนุษยชาติให้เข้าไปสู่การพัฒนาอาณาจักรแห่งจิตวิญญาณ

และสร้างความเพียบพร้อมบริบูรณ์ และประกอบกิจการงานเพื่อชีวิตหลังจากที่ได้ตายไปแล้ว เพราะนี่คือ สิ่งสำคัญอย่างใหญ่หลวงที่ทุกชีวิตจะต้องยอมรับยอมจำนน ดังนั้นชัยชนะอัน

ยิ่งใหญ่จะเป็นของผู้ที่มีความตื่นตัวทางสติปัญญา และผู้ที่เสาะแสวงหาความโปรดปรานอยู่เป็นเนืองนิจ(๓)

(๓) อัล-ฮัยอะตุ วัล-อิสลาม หน้า ๒๓๖.

ถาม ~ตอบ

ของอิมามที่ ๕

ในความเชื่อถือของเราที่มีต่อท่านนบีมุฮัมมัด(ศ)และบรรดาอิมาม(อ)นั้น ส่วนหนึ่งก็คือ

ความมีปรีชาสามารถในอันที่จะนำมาซึ่งปาฏิหาริย์ อันเป็นหลักที่ยืนยันถึงความเป็นนบี(ศ)และความเป็นอิมาม(อ)และเป็นการสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นสำหรับหลักความเชื่อถือและเป็นการปิดช่องว่างอันมีอยู่ระหว่างความจริงและความเท็จ

ได้มีการนำเอาเรื่องราวของท่านนบี(ศ)และบรรดาอิมาม(อ)มาอธิบายเกี่ยวกับปาฏิหาริย์และคุณวิเศษต่าง ๆ อย่างมากมายของพวกท่าน อันได้ปรากฏเป็นหลักฐานที่ยืนยันโดยบรรดาสานุศิษย์ที่มีชื่อเสียงของพวกท่าน(อ)

ข้าพเจ้าได้นำเรื่องราวที่กล่าวถึงพวกท่านในส่วนที่เกี่ยวกับปาฏิหาริย์(มุอญิซาต)ต่าง ๆ มาเสนอไว้ในหนังสือเล่มนี้ ก็เนื่องจากความศรัทธาของข้าพเจ้าที่มีต่อชีวิตทุกแง่ทุกมุมของพวกท่านว่า

ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นปาฏิหาริย์และคำพูดของพวกท่านทุกประโยคย่อมถือได้ว่าเป็นหลักฐานอันชัดแจ้ง ข้าพเจ้าถือว่า ปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งที่ปรากฏอย่างเป็นรูปลักษณ์ และให้ความหมายอันสุงส่งไว้

นั้น มีอยู่ในการให้คำวิสัชนาของพวกท่านเอง นั่นคือความเพียบพร้อมบริบูรณ์ ทางด้านแขนงวิชาศิลปะ และความรู้แขนงต่าง ๆ ซึ่งไม่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดสามารถทำได้ให้เสมอเหมือนกับพวกเขา

ในฐานะที่พวกท่านได้ให้คำตอบ เกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ จนเป็นที่ยอมรับและคำตอบนั้น ๆ พวกท่านก็ได้ให้รายละเอียดถี่ถ้วนอย่างน่าสนใจ

เราจะนำเอาบางส่วนจากการตอบคำถามของท่านอิมามบากิร(อ)มากล่าวถึงดังต่อไปนี้

ถาม-ตอบ

-๑-

ท่านอับร็อชได้ถามท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)เกี่ยวกับโองการของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ที่ว่า :

“ วันนั้นแผ่นดินจะถูกเปลี่ยนให้เป็นแผ่นดินอื่น ”

( อิบรอฮีม: ๔๘)

แล้วเขาถามว่า

“ แล้วคนทั้งหลายจะกินจะดื่มอย่างไร ?

จนกระทั่งพระองค์จำแนกแยกแยะระหว่างพวกเขาเหล่านั้นใน

วันกิยามะฮฺ ”

ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า

“ คนทั้งหลายจะอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เช่นเดียวกันกับสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในโลกนี้ซึ่งในโลกนั้นมีแม่น้ำที่กระจัดกระจายแตกออกไปหลายสาย เขาเหล่านั้นจะกินและจะดื่มจนกระทั่งเสร็จสิ้นการสอบสวน ”

ฮิชาม ค่อลีฟะฮฺคนหนึ่งในราชวงศ์อุมัยยะฮฺได้ส่งคนรับใช้ให้ไปพูดกับอิมามบากิร(อ)ว่า

“ อะไรคือสิ่งที่สร้างภาระ จนคนเหล่านั้นมิอาจจะกินและดื่มได้ ? ”

ท่านอิมามบากิร(อ)ตอบว่า

“ พวกท่านจะต้องให้น้ำหรือสิ่งที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงประทานมายังพวกทานจุนเจือแก่พวกเราด้วยเถิด ” ( ๑)

( ๑) กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๑๓.

ถามตอบ

-๒-

ชายคนหนึ่งได้สั่งเสียให้บริจาคเงินแก่อัล-กะอบะฮฺเป็นจำนวน

๑ , ๐๐๐ ดิรฮัม แล้วผู้ที่รับคำสั่งเสียก็ได้เดินทางไปที่เมืองมักกะฮฺ แล้วถามหาบนีชัยบะอ เมื่อพวกบนีชัยบะฮฺมาพบก็ได้แจ้งเรื่องราวต่าง ๆ ให้พวกบนีชัยบะฮฺทราบ พวกบนีชัยบะฮฺก็พูดกับเขาว่า

“ หน้าที่รับผิดชอบของท่านจบสิ้นแล้ว ดังนั้นจงมอบเงินดังกล่าวให้แก่พวกเราเถิด ”

คนทั้งหลายได้กล่าวว่า

“ จงถามอะบูญะอฟัรก่อนเถิด ”

แล้วพวกเขาก็ได้ถามเรื่องนี้แก่ท่านอิมาม(อ)

ท่าน(อ)ก็ตอบว่า

“ แท้จริงอัล-กะอบะฮฺมีความมั่งคั่งมากกว่าเงินจำนวนนี้เสียอีก โปรดมองดูบุคคลที่มาเยี่ยมเยียนอาคารแห่งนี้ซิ บ้างก็หมดสิ้นซึ่งทรัพย์สินต่าง ๆ เสียแล้ว หรือค่าใช้จ่ายของบางคนก็หมดแล้ว

หรือไม่ การเดินทางของเขาบางคนก็ต้องหยุดชะงักลง หรือบางคนก็หมดความสามารถที่จะกลับไปยังครอบครัวของตน งนั้นโปรดมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่คนเหล่านั้นเสียเถิด(๒)

( ๒) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๘๗.

ถามตอบ

-๓-

ครั้งหนึ่งมีคนถามท่านมุฮัมมัด บากิร(อ)ว่า

“ เช้านี้ท่านมีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง ? ”

ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า

“ เช้านี้เรากำลังอยู่ในความรื่นรมย์กับความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้า แต่เป็นผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความบาป พระผู้เป็นเจ้าทรงรักเราจึงประทานสิ่งที่ดีงามให้ และเรากลับทำในสิ่งที่ทรยศต่อพระองค์ และรายังจะต้องแสวงหาการพึ่งพาต่อพระองค์ในขณะที่พระงค์ทรงมั่งคั่งมีล้นเหลือเหนือไปจากพวกเรา (๓)

( ๓) บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๑ , หน้า ๘๗.

ถามตอบ

-๔-

ได้มีคนถามท่านอิมามบากิร(อ)ว่า

“ ความตายเป็นอย่างไร ? ”

ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า

“ มันก็เหมือนกับการนอนหลับที่เข้ามาครอบงำพวกท่านในทุก ๆ คืน เพียงแต่ว่ามันเป็นการนอนหลับที่ยาวนานเท่านั้น ” ( ๔)

( ๔) อัล-อาคิเราะตุวัล-อักลฺ ของมุฆนียฮฺ หน้า ๑๓๖.

ถามตอบ

-๕

มีคนถามท่านอิมามอะบูญะอฟัร(อ)ว่า

“ ใครคือคนที่มีความสามารถมากที่สุด ? ”

ท่าน(อ)ตอบว่า

“ คนที่ไม่เคยมองเห็นว่าโลกดุนยานี้มีอานุภาพใด ๆ สำหรับตัวของเขาเลย ”

กับคำถามเดียวกันนี้ท่าน(อ)ยังได้ถูกถามอีกครั้งหนึ่งและได้ตอบว่า

“ ได้แก่ บุคคลผู้ซึ่งไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเพราะฝีมือของคนที่อยู่ในโลกนี้ ” ( ๕)

( ๕) บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๗ , หน้า ๑๖๘.

ถามตอบ

-๖-

ท่านมุฮัมมัด บิน มุสลิม ได้ถามท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ว่า

“ เพราะเหตุอันใดจึงต้องมีการยืนยันกันอย่างชัดแจ้งในเรื่องการทำนิกะฮฺ ? ”

ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า

“ เป็นเพราะเหตุผลในเรื่องของการสืบมรดก ” ( ๖)

( ๖) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๙๑.

ถามตอบ

-๗-

ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ได้ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องของนบีอาดัม(อ)ว่า

“ เมื่อตอนที่ท่านประกอบพิธีฮัจญ์ ท่านโกนผมด้วยอะไร แล้วใครทำการโกนผมให้ท่าน ? ”

ท่าน(อ)ตอบว่า

“ มะลาอิกะฮฺ ญิบรออีล ได้เสด็จลงมาหาท่านนบีอาดัม (อ) พร้อมกับนำแก้วเจียระไนจากสวนสวรรค์ แล้วได้นำแก้วเจียระไนนั้นไปวางไว้บนศีรษะของนบีอาดัม (อ) แล้วเส้นผมของนบีอาดัมก็หลุดล่วงลงมา (๗)

( ๗) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๙๑.

ถามตอบ

-๘-

ท่านอิมามอะบูญะอฟัร(อ)ได้ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องการอาบน้ำ ฆุซุลมัยยิต การนมาซให้แก่มัยยิตและการอาบน้ำมัยยิตสำหรับผู้ทำพิธีอาบน้ำฆุซุลให้แก่มัยยิต

ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า

“ มัยยิตจะต้องได้รับการอาบน้ำฆุซุลก็เพราะว่า มัยยิตนั้นมีมลทินต่อการที่จะให้มะลาอิกะฮฺเข้ามาพบกับเขา

ในขณะที่บรรดามะลาอิกะฮฺนั้นเป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์ ทำนองเดียวกันกับผู้ทำพิธีอาบน้ำฆุซุลมัยยิตที่จะต้องอาบน้ำฆุซุลให้แก่ตัวเอง เนื่องจากบรรดาผู้ศรัทธายังจะต้องมาพบกับเขา

และเหตุผลของการทำนมาซให้แก่มัยยิตก็เพราะเหตุผลว่า จะเป็นการช่วยเหลือให้การอนุเคราะห์กับมัยยิต และเพื่อเป็นการวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)ในเรื่องนั้น( ๘)

(๘) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๙๑.

ถามตอบ

-๙-

ท่านอิมามบากิร(อ)ได้ถูกถามเกี่ยวกับเรื่องการตักบีรในนมาซ

มัยยิตท่าน(อ)ตอบว่า

“ ที่ต้องทำการตักบีรนมาซมัยยิต ๕ ครั้งก็เนื่องจากเรามีนมาซฟัรฎ ๕ นมาซ โดยที่กำหนดให้นมาซหนึ่ง ๆ นั้นมีการนำมาสรุปด้วยตักบีร ๑ ครั้ง ( ๙)

(๙) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๙๑.

ถามตอบ

-๑๐-

ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ได้ถูกถามเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุที่หน้าท้อง

จนกระทั่งเสียชีวิต และเด็กในครรภ์ของนางยังเคลื่อนไหวตัวอยู่ไปมา

ท่านอิมาม(อ)ได้ตอบว่า

“ ให้ผ่าท้องของมัยยิตได้ และให้ทำการนำเด็กทารกออกมา ” ( ๑๐)

( ๑๐) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๘๘.

ถามตอบ

-๑๑-

ท่านนาฟิอ บินอัซร๊อก ได้ถามท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)เกี่ยวกับโองการหนึ่งของอัล-กุรอานที่ว่า :

“ และเจ้าจงถามผู้ที่เราได้ส่งมาก่อนหน้าเจ้า อันได้แก่ บรรดาศาสนทูตของเราเถิดว่า เราได้กำหนดให้มีพระเจ้าอื่นนอกเหนือจากพระผู้ทรงกรุณาให้พวกเขาเคารพภักดีบ้างไหม ”

( อัซ์-ซุครุฟ: ๔๕)

เขาได้ถามว่า

“ บุคคลที่ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ) ได้ถามนั้นเป็นใคร ในเมื่อระยะเวลาระหว่างท่านนบีมุฮัมมัดกับนบีอีซาห่างไกลกันถึง ๕๐๐ ปี

ท่านอิมาม(อ)ได้อ่านโองการที่ว่า :

“ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ ผู้ทรงบันดาลให้บ่าวของพระองค์ผู้หนึ่ง (นบีมุฮัมมัด) เดินทางในยามกลางคืนอันเงียบสงัด (ขึ้นสู่ชั้นฟ้า) ” ( อัล-อิซรออ์: ๑)

แล้วหลังจากนั้นอิมาม(อ)ได้อธิบายว่า

“ ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ) ได้มีโอกาสร่วมชุมนุมกันกับบรรดาศาสดาในยุคก่อน ๆ และได้ทำนมาซร่วมกับพวกเขาเหล่านั้น ” ( ๑๑)

( ๑๑) อัล-มะนากิบ เล่ม๒ , หน้า ๒๘๙.

ถามตอบ

-๑๒-

ท่านอับดุลลอฮฺ บินนาฟิอ บิน อัซร็อกฺได้ถามว่า

“ ฉันจะแก้ปัญหาเกี่ยวกับการที่ชายคนหนึ่งถกเถียงกับฉันได้อย่างไร ? ในคำถามที่ว่า

“ ท่านอะลีนั้นได้ทำสงครามโดยสังหารชาวเมืองนะฮ์รอวานในขณะที่ท่านมิได้เป็นคนผิดในการเดินทางไปทำสงครามที่นั่น ”

มีคนเสนอแนวความคิดให้ท่านอับดุลลอฮฺนำเรื่องนี้ไปถามอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)

ท่านอิมาม(อ)ได้ตอบว่า

“ มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่ได้ทรงให้เกียรติยกย่องพวกเราด้วยฐานะความเป็นนบีของพระองค์ และได้กำหนดให้พวกเราเป็นที่ “ เนื่องจากเขาเคารพเชื่อฟังพระองค์ ”

ท่านอิมามอะบูญะอ์ฟัร(อ)กล่าวว่า

“ คนไหนที่คัดค้านขอให้ลุกขึ้นยืนเถิด ”

แล้วผู้ที่โต้เถียงก็ได้ลุกขึ้นยืน ในขณะที่ท่านอิมาม(อ)ได้อ่านโองการหนึ่งที่ว่า :

“ จนกระทั่งเส้นสีขาวจะได้เป็นที่กระจ่างชัดขึ้นจากเส้นด้ายสีดำเพื่อสูเจ้าจะได้แลเห็น ”

( อัล-บะกอเราะฮฺ: ๑๘๗.)

“ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ว่า พระองค์ทรงรู้ว่าพระองค์จะทรงกระทำอย่างไรกับศาสนาของพระองค์ (๑๒)

( ๑๒) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๘๙.

ถามตอบ

-๑๓-

ท่านฏอวูซ อัล-ยะมานี ได้ถามท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ว่า

“ โปรดบอกข้าพเจ้าถึงเรื่องการโกหกครั้งแรกว่า ใครเป็นผู้โกหก และโกหกในเรื่องอะไร ?”

ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า

“ อิบลีซนั่นเองที่เป็นผู้โกหกในครั้งแรก เมื่อมันกล่าวว่า:

“ ฉันดีกว่าเขา (อาดัม) พระองค์ทรงสร้างฉันมาจากไฟ แต่ทรงสร้างเขามาจากดิน ” ( ศ็อด: ๗๖)

ท่านฏอวูซถามอีกว่า

“ โปรดได้บอกเกี่ยวกับเรื่องคนที่เป็นพยานในเรื่องที่เป็นความจริง แต่แล้วพวกเขาได้กลายเป็นผู้โกหก ? ”

ท่านอิมาม(อ)ได้ตอบว่า

“ นั่นคือ พวกมุนาฟิก ในขณะที่กล่าวกับท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ว่า

“ เราขอยืนยันว่า ท่านเป็นศาสดาของอัลลอฮ์ (ศ) ดังที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงมีโองการเล่าไว้ในอัล-กุรอานว่า:

“ เมื่อพวกมุนาฟิกได้มาหาเจ้า เขาเหล่านั้นพูดว่า เราขอยืนยันว่า ท่านเป็นศาสดาของอัลลอฮ์ แต่ที่จริงแล้วอัลลอฮ์ทรงรู้ดีว่า เจ้าคือศาสดาของพระองค์และอัลลอฮ์ทรงยืนยันว่า

แท้จริงพวกมุนาฟีกนั้นเป็นผู้โกหกอย่างแน่นอน ”

( อัล-มุนาฟิกูน: ๑)

ท่านฏอวูซถามอีกว่า

“ โปรดแจ้งให้ฉันทราบเกี่ยวกับสิ่งที่บินได้ชนิดหนึ่ง ซึ่งได้บินอยู่เหนือศีรษะครั้งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านั้นและหลังจากนั้นมิได้มีปรากฏอีกเลย ดังที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงตรัสไว้ในอัล-กุรอาน มันหมายถึงอะไร ? ”

ท่านอิมาม(อ)กล่าวตอบว่า

“ นั่นคือ ภูเขา ‘ ซีนาย ’ ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงบันดาลให้มันโบยบินขึ้นเหนือพวกบนีอิสรออีล

จนกระทั่งมันได้แผ่ร่มเงาบดบังพวกบนีอิสรออีลด้วยสีสันแห่งการลงโทษ จนกระทั่งพวกเขาเหล่านั้นยอมรับคัมภีร์เตารอต และนั่นคือเรื่องราวตามโองการของพระองค์ที่ว่า :

“ และ (จงรำลึก) เมื่อตอนที่เราได้ยกภูเขาขึ้นไปอยู่ ณ เบื้องบนพวกเขา เสมือนหนึ่งว่าภูเขานั้นเป็นร่มเงาทมึนบดบังอยู่ จนพวกเขาหวั่นวิตกว่า มันจะหล่นลงมากับพวกเขา... ”

( อัล-อะอ์รอฟ: ๑๗๑)

ท่านฏอวูซถามอีกว่า

“ โปรดบอกข้าพเจ้าเกี่ยวกับทูตประเภทหนึ่งที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงส่งลงมาซึ่งมิได้เป็นทูตประเภทญิน มิได้เป็นทูตประเภทมนุษย์ และมิได้เป็นประเภทมะลาอิกะฮฺ

แต่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ ?”

ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า

“ หมายถึง อีกาตัวหนึ่งที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ส่งมาเพื่อแสดงวิธีการฝังศพได้กอบีลได้ดูว่า จะฝังศพน้องชายของตนที่ตนได้ฆ่าอย่างไร ดังที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงมีโองการว่า:

“ แล้วอัลลอฮ์ได้ส่งอีกาตัวหนึ่งมาหากินในพื้นดินเพื่อแสดงให้เขาดูว่า จะฝังศพน้องชายของเขาอย่างไร... ” ( อัล-มาอิดะฮฺ: ๓๑)

เขาถามอีกว่า

“ โปรดบอกข้าพเจ้าเกี่ยวกับผู้ที่ตักเตือนพวกพ้องของตนเอง ซึ่งมิได้เป็นทั้งญิน มิได้เป็นทั้งมนุษย์ และมิได้เป็นทั้งมะลาอิกะฮฺ แต่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า หมายถึงอะไร ? ”

ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร (อ)ตอบว่า

“ หมายถึง ‘ มด ’ เมื่อตอนที่พวกมันได้กล่าวว่า:

“... โอ้ บรรดาฝูงมดเอ๋ย จงเข้าไปอยู่ในสถานที่อาศัยของพวกเจ้ากันเถิด เพื่อว่าสุลัยมานและทหารของท่านจะไม่เหยียบย่ำพวกเจ้า โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว ” ( อัน-นัมลฺ: ๑๘)

ท่านฏอวูซกล่าวอีกว่า

“ โปรดบอกถึงผู้ซึ่งถูกใส่ร้ายที่มิได้เป็นญิน มิได้เป็นมนุษย์และมิได้เป็นมะลาอิกะฮฺแต่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่าหมายถึงอะไร ”

ท่านอิมาม(อ)กล่าวว่า

“ หมายถึง ‘ สุนัขป่า ’ ซึ่งพี่ ๆ ของนบียูซุฟได้ให้ร้าย ”

ท่านฏอวูซถามอีกว่า “ โปรดบอกข้าพเจ้าเกี่ยวกับสิ่ง ๆ หนึ่งที่จำนวนเพียงน้อยนิดของมันนั้นเป็นที่อนุมัติ แต่จำนวนที่มากมายของมันนั้นเป็นสิ่งที่ต้องห้าม