ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร

ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร0%

ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร ผู้เขียน:
กลุ่ม: ห้องสมุดศาสดาและวงศ์วาน

ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร

ผู้เขียน: ศาสตราจารย์เชคอะลีมุฮัมมัด อะลีดุคัยยิล
กลุ่ม:

ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม: 5758
ดาวน์โหลด: 1035

รายละเอียด:

ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร
ค้นหาในหนังสือ
  • เริ่มต้น
  • ก่อนหน้านี้
  • 239 /
  • ถัดไป
  • สุดท้าย
  •  
  • ดาวน์โหลด HTML
  • ดาวน์โหลด Word
  • ดาวน์โหลด PDF
  • ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม: 5758 / ดาวน์โหลด: 1035
ขนาด ขนาด ขนาด
ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร

ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร

ผู้เขียน:
ภาษาไทย

ดังที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ ”

ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า

“ หมายถึง ‘ แม่น้ำฏอลูต ’ ดังในอัล-กุรอานที่ว่า:

“... นอกจากผู้ที่เพียงเอามือของตนวักน้ำเพียงกอบมือเดียว... ” ( อัล-บะกอเราะฮฺ: ๒๔๙)

ท่านฏอวูซได้ถามอิมามอีกว่า

“ โปรดบอกข้าพเจ้าเกี่ยวกับเรื่องการทำนมาซภาคบังคับ (ศอลาต) ที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีน้ำวุฏูอ์ และเรื่องการถือศีลอดประเภทที่ทำได้โดยไม่จำเป็นจะต้องงดเว้นการกินและการดื่ม ”

ท่านอิมามบากิร(อ)ตอบว่า

“ สำหรับการนมาซ (ศ่อลาต) ที่ไม่จำเป็นต้องมีน้ำวุฏูอ์นั้น หมายถึง การให้ศ่อละวาด แด่ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ) (๑๓)

( ๑๓) “ ศอลาต ” ที่แปลว่านมาซ กับ “ ศ่อละวาต ” ที่หมายถึง การกล่าว “ อัลลอฮ์มะศ็อลลิอะลา มุฮัมมัด วะอาลิมุฮัมมัด ” มาจากรากศัพท์คำเดียวกัน

ส่วนการถือศีลอดที่ว่านั้นคือ ประเภทที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงมีโองการไว้ในอัล-กุรอานว่า :

“... จงกล่าวเถิด (มัรยัม) ว่า แท้จริงฉันได้ทำการบนบาน (นะขัร) ต่อพระผู้ทรงกรุณาว่า ฉันจะถือศีลอดโดยที่ฉันจะไม่พูดกับมนุษย์คนใดเลยในวันนี้ ” ( มัรยัม: ๒๖)

ท่านฏอวูซได้ถามท่านอิมามบากิร(อ)อีกว่า

“ โปรดแจ้งให้ข้าพเจ้าได้ทราบถึงสิ่ง ๆ ที่มีการทั้งการเพิ่มขึ้นและการลดลง และสิ่งหนึ่งที่มีแต่การเพิ่มขึ้นแต่ไม่ลดลง กับอีกสิ่งหนึ่งที่มีการลดลงไม่มีการเพิ่มขึ้น ว่ามีอะไรบ้าง ? ”

ท่านอิมาม(อ)ได้ตอบว่า

“ สำหรับสิ่งที่มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลงนั้นได้แก่ ‘ ดวงจันทร์ ’ ส่วนสิ่งที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ลดลงนั้นได้แก่ ‘ ทะเล ’ และสิ่งที่ลดลงโดยไม่เพิ่มขึ้นได้แก่ ‘ อายุ ’ นั่นเอง ” ( ๑๔)

( ๑๔) อะอยานุช-ชีอะฮฺ ๔ กอฟ ๒/๔๒.

ถามตอบ

-๑๔-

ท่านอิมามอะบูญะอ์ฟัร(อ)ได้เข้าไปในมัสยิดอัล-ฮะรอม แล้วก็ได้มีพวกตระกูลกุเรชกลุ่มหนึ่งมองดูท่าน(อ)เขาเหล่านั้นถามกันเองว่า

“ นั่นคือใคร ? ”

ได้มีคนตอบพวกเขาว่า

“ นั่นคือ อิมามของประชาชนชาวอิรัก ”

พวกเขาบางคนพูดขึ้นว่า

“ ถ้าพวกท่านจะส่งใครบางคนไปถามเขาก็ได้ ”

แล้วได้มีชายคนหนึ่งจากพวกกุเรชได้เข้าไปหาท่านอิมามมุฮัมมัด

บากิร(อ) แล้วถามท่าน(อ)ว่า

“ โอ้ ท่านลุงเอ๋ย อะไรคือบาปใหญ่ที่สุด? ”

ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า

“ การดื่มสุรา

เมื่อคนอื่นมาถามอีก ท่าน(อ)ก็ตอบไปเช่นนั้น จนคนพวกนั้นผลัดกันเข้าไปถามซ้ำแล้วซ้ำอีก ท่าน(อ)จึงกล่าวแก่พวกเขาคนหนึ่งว่า

“ ฉันบอกไปแล้วมิใช่หรือ โอ้หลานเอ๋ย ว่าบาปใหญ่ที่สุดคือการดื่มสุรา เพราะแท้ที่จริงการดื่มสุรานั้นมันจะนำให้เข้าไปทำซินา (ผิดประเวณี) ขโมย และฆ่าชีวิตของคนที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงหวงห้ามได้

รวมทั้งสามารถทำการตั้งภาคี(ชิริก)ต่ออัลลออ(ซ.บ.)ได้ ดังนั้นผู้ใดดื่มสุราจึงมีบาปที่เหนือความบาปทั้งปวง เช่นเดียวกับ พุ่มไม้ของต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งมันจะต้องอยู่สูงกว่าทุกส่วนของต้นไม้นั้น ” ( ๑๕)

( ๑๕) อะอยานุช-ชีอะฮฺ ๔ กอฟ ๒/๔๓.

ถามตอบ

-๑๕-

ผู้ที่มีความรู้ในศาสนาคริสต์คนหนึ่งแห่งเมืองชามได้ถามท่านอิมามบากิร(อ)

“ เรื่องที่พวกท่านอ้างว่า สวรรค์นั้นมีกินมีดื่ม แต่ไม่มีการขับถ่ายนั้นเป็นอย่างไรกัน ? ”

ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า

“ เช่นเดียวกันกับทารกที่อยู่ในครรถ์มารดา ซึ่งมีแต่การกินแต่ไม่มี

การขับถ่ายเช่นกัน ”

ผู้รู้ทางศาสนาคริสต์คนนั้นได้ถามอีกว่า

“ สภาพที่พวกท่านได้อ้างว่ามีผลไม้ในสวรรค์ที่สุกงอมเอร็ดอร่อยโดยจะมีอยู่กับชาวสวรรค์ทั้งหมด จะเป็นอย่างไร ? ”

ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า

“ ก็แท้ที่จริงแล้ว แผ่นดินของเราก็มีผลไม้ที่เอร็ดอร่อยอยู่ตลอดเวลา สำหรับชาวโลกดุนยานี้ทั้งหมดอยู่แล้ว ”

ชายคนนั้นถามอีกว่า

“ โปรดบอกข้าพเจ้าเกี่ยวกับเรื่องของเวลายามหนึ่งว่า หมายถึง ยามใดกันแน่ที่ไม่ได้เป็นยามกลางคืน และมิได้เป็นยามกลางวัน ”

ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ตอบว่า

“ หมายถึงเวลาในยามที่ดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้น นั่นคือผู้ที่เศร้าใจอันเนื่องมาจากถูกทดสอบจะเบาเสียงลง (ร้องไห้ในช่วงกลางคืน) ผู้ที่อดนอน (เนื่องจากการทำอิบาดะฮฺ) ก็จะเริ่มล้มตัวลงนอน

คนที่หลับก็จะเริ่มรู้สึกตัวขึ้น ”

ผู้มีความรู้ในศาสนาคริสต์ถามท่านอิมาม(อ)อีกว่า

“ ข้าพเจ้าจะขอถามท่านในเรื่องของคนสองคนที่เกิดในวันเดียวกันและตายในวันเดียวกัน

แต่อายุของคนแรกที่นับได้ในโลกนี้คือ ๕๐ ปี ส่วนอีกคนหนึ่งมีอายุ ๑๕๐ ปี ?”

ท่านอิมาม(อ)ได้ตอบว่า

“ คนสองคนนั้นได้แก่อุเซรฺและอุซีเราะฮฺ เขาทั้งสองเกิดในวันเดียวกันแต่ในเมื่อคนทั้งสองอายุได้ ๒๕ ปี อุเซรฺได้ขี่ลาของตนผ่านเมืองอินฎอกียะฮฺ ซึ่งเป็นเมืองที่ได้ถูกทำลายล้างอย่างราบเรียบด้วยภัยพิบัติ เขาได้กล่าวขึ้นว่า

“ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จะทรงชุบชีวิตของเมืองนี้หลังจากที่มันได้พังพินาศไปแล้วได้อย่างไรกัน ”

“ ดังนั้นอัลลอฮ์ (ซ.บ.) จึงบันดาลให้เขาตายไปเป็นเวลา ๑๐๐ ปี ต่อมาพระองค์ก็ทรงบันดาลให้เขาฟื้นคืนชีพขึ้นมา แล้วเขาก็ได้เดินทางกลับไปยังบ้านของอุซีเราะฮฺ ซึ่งในขณะนั้นไม่มีใครรู้จัก

เขาเสียแล้ว เขาได้ไปขออาศัยอยู่กับอุซีเราะฮฺ และอุซีเราะฮฺก็ได้ให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดี

ในขณะนั้นหลาน ๆ ของอุซีเราะฮฺต่างก็เป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ส่วนอุเซรฺยังเป็นคนหนุ่มซึ่งอยู่ในวัยเดิม คือมีอายุ ๒๕ ปี อุเซรฺพยายามพูดพร่ำเกี่ยวกับอุซีเราะฮฺผู้เป็นพี่ชายฝาแฝดของตน และพูดถึง

เรื่องหลาน ๆ อยู่เสมอ คนเหล่านั้นที่ถูกกล่าวถึงก็ได้ทบทวนถึงเรื่องราวที่อุเซรฺกล่าวถึงพวกตนได้ ”

“ พวกเขากล่าวกับอุเซรฺว่า

“ ท่านรู้เรื่องราวที่ผ่านมาในอดีตนับเป็นสิบ ๆ ปี มาแล้วได้อย่างไร ”

และอุซีเราะฮฺเองซึ่งในขณะนั้นก็มีอายุถึง ๑๒๕ ปีได้กล่าวว่า

“ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นคนหนุ่มที่มีอายุเพียง ๒๕ ปีอย่างท่านคนใดที่จะรอบรู้ในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกันระหว่างข้าพเจ้ากับอุเซรฺน้องชายฝาแฝดของข้าพเจ้าเมื่อสมัยที่อยู่ในวัยหนุ่ม ๆ ยิ่งกว่าท่าน ขอให้บอกมาเถิดว่าท่านเป็นใคร เป็นมะลาอิกะฮฺหรือว่าเป็นผู้มีบุญมาเกิดในโลกนี้ ?”