เว็บไซต์ อิมาม อัลฮะซะนัยน์ (อลัยฮิมัสลาม)เพื่อคุณค่าและสารธรรมอิสลาม

อิสลามกับประชาธิปไตย (ตอนที่ 31)

0 ทัศนะต่างๆ 00.0 / 5

อิสลามกับประชาธิปไตย (ตอนที่ 31)


2. “นิตินิยม” (legalism)
ในสังคมประชาธิปไตย ด้วยเหตุที่ว่าต้นตอของกฎหมายคือตัวประชาชนเอง และถือเอาว่าอะไรก็ตามที่พวกเขาต้องการให้เป็นกฎหมาย สโลแกนดังกล่าวก็เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับ และเหนือไปกว่านั้นคือในสังคมศาสนานั่นเอง ที่ยอมรับกฎหมายของพระเจ้าและชาวมุสลิมเชื่อและยึดมั่นในกฎนั้น และแน่นอน ในหลายกรณี พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพได้อนุมัติกฎหมายต่างๆ ออกไปตามเจตจำนงของผู้คนในสังคมประชาธิปไตยทางศาสนา ดังนั้น หากในสังคมประชาธิปไตย ผู้สนับสนุนกฎหมายคือ {ประชาชน} เท่านั้น ในสังคมประชาธิปไตยทางศาสนา มีสองผู้สนับสนุนกฎหมาย คือ {พระเจ้า} และ{ประชาชน}
เป็นการดีที่จะพูดถึงประเด็นสำคัญสองประการในที่นี้:
 ประเด็นแรกคือ ทำไมพระเจ้าต้องวางกฎหมายไว้สำหรับมนุษย์? ทั้งที่พระองค์ทรงสร้างเราในลักษณะที่ว่าให้สติปัญญาของเราไปสู่การเติบโตและสมบูรณ์แบบจนเราไม่ต้องพึ่งสิ่งอื่นใดอีกต่อไป จากเนื้อหาที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ คำตอบสำหรับคำถามนี้เป็นที่ชัดเจน กล่าวคือ เนื่องจากผู้ปกครองที่แท้จริงคืออัลลอฮ์ (ซบ.) กฎหมายก็ต้องมาจากพระองค์ด้วย มิฉะนั้น การปกครองของพระเจ้าก็จะเป็นสิ่งที่ไร้สาระและไร้เป้าหมาย นอกจากนั้น พื้นฐานของความคิดนี้เป็นโมฆะหากมีคนยอมรับว่าพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสร้างมนุษย์ขึ้นมาแล้วค่อยๆ ไปถึงจุดที่ว่าไม่ต้องพึ่งศาสนาของพระเจ้า; เพราะทุกสรรพสิ่งเป็นภวันต์และผล และการดำรงอยู่ของผลนั้นคือการเชื่อมโยง ขัดสนที่ต้องพึ่งพิงการมีอยู่ของเหตุนั่นเอง:
يَا أَيُّهَا النَّاسُ أَنْتُمُ الْفُقَرَاءُ إِلَى اللَّهِ
“โอ้มนุษยชาติเอ๋ย! พวกเจ้าล้วนเป็นผู้ขัดสน(ต้องพึ่งพิง)ยังอัลลอฮ์”
 ประเด็นที่สอง: สามารถที่จะเข้าถึงกฎหมายที่พระเจ้าประทานให้มาได้หรือไม่? คำตอบสำหรับคำถามนี้ก็ชัดเจนเช่นกัน นั่นคือถ้าคุณเชื่อในอิสลาม สามารถพูดว่า: ใช่; เพราะทุกอย่างเกี่ยวกับหลักปฏิบัติศาสนกิจ ไม่ว่าจะเป็นหลักปฏิบัติ (ฟุรูอุดดีน)หลักศรัทธา (อุศูลุดดีน)หรือหลักจริยะ ทั้งหมดได้ถูกอธิบายไว้อย่างดีแล้วในศาสนานี้และทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แต่ถ้าเราไม่นับถือศาสนาหรือเชื่อในสิ่งอื่นนอกเหนือจากสำนักคิดแห่งอิสลามที่ให้ชีวิตชีวา เป็นไปได้ที่จะอาจอ้างว่าเราไม่รู้กฎหมายของพระเจ้า
 ชาวมุสลิมเชื่อว่าศาสนาอิสลามเป็นองค์รวมของกฎหมายส่วนบุคคลและสังคมที่มาจากพระเจ้าเพื่อความสุขของมนุษย์ ดังนั้นองค์รวมกฎหมายต่างๆ จึงลดทอนเสรีภาพของมนุษย์อยู่เสมอ ไม่แตกต่างกันว่ากฎหมายนั้นจะเป็นในด้านศาสนาหรือสังคม
3. การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง
อาจกล่าวกันได้ว่าเป็นไปได้อย่างไรที่มีทั้งประชาธิปไตยและพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ? คำตอบคือ ความคาดหวังนั้นไม่มีเหตุผลเลยหากจะบอกว่ามุสลิมที่นับถือศาสนาของพระเจ้าต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ด้วย ด้วยเหตุนี้ ตามที่ได้มีการพิสูจน์ในหนังสือและในที่ของมันอย่างละเอียดแล้ว ประชาชนต้องให้ความสำคัญต่อคุณภาพของการปกครอง การตัดสิน และการบริหารที่มาจากพระเจ้า ฉะนั้นในยุคที่มีบรรดาผู้บริสุทธิ์-มะอ์ซูม-(อ.)อยู่ ต้องให้พวกท่านเป็นผู้นำทางศาสนา-การเมืองและเป็นต้นแบบที่สมบูรณ์ของตนเอง และในช่วงที่ไม่มีพวกท่านอยู่ ต้องปฏิบัติตามผู้สืบทอดที่แท้จริงและได้รับการแต่งตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมจากบรรดามะอ์ซูม
 อาจมีคำถามเกิดขึ้นว่า จากคำอธิบายนี้ และความจริงที่ว่าการมีส่วนร่วมเป็นคุณลักษณะหนึ่งของประชาธิปไตยทางศาสนา ระบอบประชาธิปไตยเช่นนั้นมีจริงหรือ? คำตอบก็คือ เผอิญประสบการณ์ชี้ให้เห็นว่าอย่างที่ระบอบดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์และมีผู้บริสุทธิ์ (อ.) เป็นหัวหน้าของระบอบเช่นอิมามฮุเซน (อ.) อิมามก็พร้อมที่จะเสียสละตนเองเพื่อที่ว่า คนในสังคมของท่านได้รับความผาสุก!
 ดังนั้น การที่ท่านอิมาม(อ.) ขอน้ำจากศัตรูในช่วงสุดท้ายของชีวิตนั้นไม่ใช่เป็นการขอที่แท้จริง! ทว่าท่านต้องการให้ผู้อัปโชคเหล่านั้นไม่ทำลายสะพานที่อยู่ข้างหลังพวกเขาเอง และมีหนทางเหลือไว้เพื่อความปลอดภัยของพวกเขา ทีนี้ ถ้าผู้นำของสังคมนั้นไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์(มะอ์ซูม) ตกอยู่ในสภาพที่หากขาดคุณสมบัติ เขาจะถูกถอดจากผู้นำโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น ถ้าเขาประพฤติตนไม่ยุติธรรม เขาก็พ้นจากการเป็นผู้นำของสังคมอิสลาม และบาปอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่ผู้นำของสังคมหนึ่งคิดแต่เรื่องของตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงความผาสุกทางด้านจิตวิญญาณและด้านวัตถุของสังคมเขาเลย!?
 ดังนั้น ในความเป็นจริง สังคมที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้า มีประชาธิปไตยที่แท้จริงและถูกต้อง สิ่งเดียวที่พระเจ้าคาดหวังจากประชาชนคือพวกเขาไม่เอาความต้องการของตัวเองประชันกับเจตจำนงของพระองค์ ทว่าอันดับแรกพวกเขาต้องรู้ถึงพระประสงค์ของพระเจ้าและจากนั้นให้ความต้องการของตนเองสอดคล้องและอยู่ในแนวดิ่งกับพระประสงค์ของพระองค์:
لَقَدْ أَرْسَلْنَا رُسُلَنَا بِالْبَيِّنَاتِ وَأَنْزَلْنَا مَعَهُمُ الْكِتَابَ وَالْمِيزَانَ لِيَقُومَ النَّاسُ بِالْقِسْطِ
“แน่นอนยิ่งเราได้ส่งศาสนทูตของเรามาพร้อมกับหลักฐานอันชัดแจ้ง และเราได้ประทานคัมภีร์และบรรทัดฐานลงมาเพื่อมนุษย์จะได้ยืนหยัดด้วยความเที่ยมธรรม”  
 โองการอันจำเริญนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หน้าที่ของพระเจ้าและประชาชนนั้นแยกจากกัน และต้องไม่ปะปนกันไม่ว่าในกรณีใดๆ นั่นคือในที่ที่ต้องประทานโองการและหลักฐานและการส่งศาสนทูตลงมาพร้อมตราชูนั้นกระทำโดยพระเจ้าเท่านั้น พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพไม่ได้ส่งบรรดานบีและบรรดาผู้บริสุทธิ์(อ.)ลงมา ไม่ใช่เพื่อเป้าหมายที่ว่างเปล่าและไร้ประโยชน์ แต่เพื่อการออกกฎหมาย การตัดสิน และการบริหาร ทว่าเรื่องที่สำคัญนี้ มีเงื่อนไขที่แท้จริงและไม่อาจแยกจากกันได้ กล่าวได้ว่า เหรียญนี้มีสองด้าน.
 ด้านหนึ่งคือพระราชกิจของพระเจ้า คือ การสร้างความชอบธรรมและการแต่งตั้งผู้ปกครองที่คู่ควรรทั้งในยุคที่มีฮุจญัตหรือยุคเร้นกายฮุจญัตของพระเจ้า และอีกด้านหนึ่ง คือ การยอมรับของประชาชน ซึ่งจริงๆ แล้วคือการมีส่วนร่วมในรูปของหน้าที่ ตามคำตรัสของพระเจ้าที่ว่า การยืนหยัดของประชาชน คือสิ่งที่มาทำให้สองเป้าหมายนี้สมบูรณ์แบบ ดังนั้น ประชาชนมีบทบาทสำคัญและตัวกำหนดทิศทางอย่างมากในระบอบประชาธิปไตยทางศาสนา พวกเขาสามารถบรรลุเจตจำนงทางกฎหมาย (อิรอดะฮ์ตัชรีอี)ของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพได้อย่างสมบูรณ์ และพบกับความผาสุกหรือปล่อยให้มันไม่สมบูรณ์และเลือกเส้นทางแห่งความอัปโชคและชั่วร้าย
 ดังนั้น เป็นที่ชัดเจนว่าในสังคมอิสลามซึ่งความต้องการของประชาชนสอดคล้องกับเจตจำนงของพระผู้เป็นเจ้า เป็นคุณลักษณะของประชาธิปไตยที่ปรากฏได้ตามความเป็นจริงมากขึ้น นี่คือประชาธิปไตยทางศาสนา ตัวอย่างเช่น เป็นไปไม่ได้ที่ความยุติธรรมทางสังคมจะเกิดขึ้นจริงในสังคมใดสังคมหนึ่งที่นอกเหนือไปจากสังคมมุสลิม
4. ความยุติธรรมเป็นแกนหลัก(ตอนต่อไป)

กรุณาแสดงความคิดเห็นด้วย

ความคิดเห็นของผู้ใช้งานทั้งหลาย

ไม่่มีความคิดเห็น
*
*

เว็บไซต์ อิมาม อัลฮะซะนัยน์ (อลัยฮิมัสลาม)เพื่อคุณค่าและสารธรรมอิสลาม