รู้จักกับขบวนการซุฟยานี ตอนที่ 5
รู้จักกับขบวนการซุฟยานี ตอนที่ 5
เมื่อศรัทธาถูกเกณฑ์เข้าสนาม: จากคำพยากรณ์สู่กลไกซุฟยานีบนกระดานความมั่นคงโลก
ในตอนก่อนๆ เราได้ข้อสรุปแล้วว่า สงครามในเอเชียตะวันตกไม่อาจอธิบายได้ด้วยแนวรบ ฐานทัพ หรือเส้นทางพลังงานเพียงเท่านั้น เพราะเหนือภูมิศาสตร์ยังมีสมรภูมิที่อันตรายยิ่งกว่า คือการต่อสู้บน “ภูมิความหมาย” เพื่อช่วงชิงสิทธิในการนิยามว่าใครคือฝ่ายธรรมะหรืออธรรม ใครพิทักษ์ศาสนา และใครคือศัตรูของพระเจ้า เมื่อความหมายเหล่านี้ถูกผูกเข้ากับศรัทธา สงครามจึงไม่ใช่แค่การแย่งชิงอำนาจ แต่ถูกยกระดับให้กลายเป็นศึกระหว่างสัจธรรมกับความเท็จ (ฮักกฺ VS บาฏิล)
กุญแจหนึ่งในการมองทะลุสมรภูมินี้ คือบทถอดรหัสของ อิมามุชชะฮีด ซัยยิดอาลี คอเมเนอี ที่แยก “อิสลามที่แท้จริง” ออกจาก อิสลามแบบ “ซุฟยานี”—ศาสนาที่เหลือเพียงเปลือกพิธีกรรม แต่หัวใจสยบต่ออำนาจเงิน และก้มหัวให้ ”อำนาจจักรวรรดิ“ (อิสติกบาร) ซึ่งในบริบทปัจจุบันคือสหรัฐฯ และพันธมิตรไซออนิสต์
ด้วยการมองผ่านทัศนะญาณ (บะศีรัต) “ซุฟยานี” จึงไม่ใช่บุคคลลึกลับในตำนานพยากรณ์ แต่เป็น “ขบวนการทางอำนาจ” ที่ถูกออกแบบอย่างเป็นระบบเพื่อรับใช้มหาอำนาจโลก คำถามที่ต้องชำแหละต่อ จึงไม่ใช่การตามหาตัวบุคคล แต่คือการลอกเปลือกเพื่อดูว่า ‘กลไกรับใช้จักรวรรดิ’ ในคราบผู้ถือศีลนี้ ทำงานอย่างไรในระบบการเมืองโลกปัจจุบัน? ใครคือผู้จ่ายต้นทุนให้กับศรัทธาที่อาบยาพิษนี้ และเหตุใดมหาอำนาจจึงต้องลงทุนสร้าง ‘มุสลิมเกลียดมุสลิม’ ขึ้นมาเป็นกองหน้าในสนามรบตัวแทน?
วิเคราะห์ผลประโยชน์: ต้นทุนของจักรวรรดิบนซากปรักหักพังของประชาชาติ
หากแก่นแท้ของศาสนาคือความยุติธรรม และการปลดแอกมนุษยชาติ เหตุใดพระนามของพระเจ้าจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือรับรองความป่าเถื่อน? และหากศัตรูที่แท้จริงของ "อุมมะฮ์" (ประชาชาติ) คือการครอบงำของจักรวรรดินิยมภายนอก ทำไมปลายกระบอกปืนของกลุ่มคนที่อ้างตนว่าเป็น "ผู้พิทักษ์ศรัทธา" จึงพุ่งเป้าไปที่การบดขยี้มุสลิมด้วยกันเองเสมอ?
เมื่อไล่ตามปลายทางของกระสุน และวิเคราะห์ผ่านเลนส์ของ “ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Interests)” ภาพที่ปรากฏจะชัดเจนว่า “ขบวนการซุฟยานี” ไม่ใช่อุบัติเหตุทางศาสนา และไม่ใช่ความคลั่งไคล้ที่ปราศจากทิศทาง แต่มันคือ “เครื่องมือทางการเมือง” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างภาวะความแตกแยกภายใน เพื่อเปิดช่องว่างให้มหาอำนาจผู้ควบคุมเกมเบื้องหลัง สามารถเข้าแทรกแซงและครอบงำภูมิภาคนี้ได้ โดยมีต้นทุนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Cost) ของตนเองต่ำที่สุด หรือแทบไม่ต้องออกแรงเอง
แนวรบจากภายใน: “ซุฟยานี” ในฐานะกลไกวินาศกรรมจากภายใน (Internal Sabotage)
ในรายงานอิสลาม โดยเฉพาะชีอะฮ์ ซุฟยานี คือ กองทัพจากดินแดน “ชาม” (ซีเรียและพื้นที่คาบเกี่ยว) ที่จะปรากฏก่อนวันสิ้นโลก ซึ่งสวมหน้ากากศาสนา แต่ก่อความป่าเถื่อน ไร้มนุษยธรรม ทั้งยังทำงานรับใช้อำนาจภายนอกในการบดขยี้ฝ่ายที่ภักดีต่อแนวทางอิสลามมูฮัมมะดี (อิสลามตามแบบฉบับศาสดามูฮัมหมัด) อย่างแท้จริง
เมื่อแปลสู่การเมืองร่วมสมัย “ซุฟยานี” จึงควรถูกอ่านเป็นชื่อของ เครือข่าย/ขบวนการ/ระบอบ ที่มีลักษณะร่วมกันคือ
- อ้างศาสนา แต่ทำลายศาสนาด้วยความป่าเถื่อน
- พูดเรื่องพระเจ้า แต่รับใช้ทุนและบัลลังก์
- พูดเรื่องศีลธรรม แต่ร่วมโต๊ะกับผู้สังหารประชาชน
- พูดเรื่องประชาชาติ แต่เอาประชาชาติไปแลกกับเก้าอี้ อาวุธ และการรับรองจากมหาอำนาจ
โดยมีเป้าหมายหลัก คือการบดขยี้ “Resistance Axis”(แนวร่วมฝ่ายต่อสู้) หรือฝ่ายอิสลามที่ปฏิเสธการยอมจำนนต่อการกดขี่ และไม่คุกเข่าให้อำนาจเงิน
ดังนั้น ในมิติความมั่นคง “ซุฟยานี” ในภูมิภาควันนี้ จึงหมายถึงกลไก "ตัวแทนปฏิบัติการ (Proxy Actor)" ของมหาอำนาจ ที่รับผิดชอบภารกิจเชิงยุทธศาสตร์อย่างน้อย 3 ประการ:
1. ปล้นสิทธิในการนิยามศาสนา (Hegemony of Definition): เพื่อบิดเบือนให้การยอมจำนนต่อมหาอำนาจกลายเป็น "ศรัทธา” และตีตราการลุกขึ้นสู้ว่าเป็น "ความวุ่นวายและนอกรีต" โดย
- การใช้สถาบันศาสนาที่ถูกจัดตั้ง ผลิตและเผยแพร่แนวคิดที่ยอมรับการสยบยอมต่ออำนาจรัฐที่ยอมก้มหัวให้จักรวรรดินิยม
- การสร้างสื่อและเครือข่ายการศึกษาที่สอนให้ศาสนาเป็นเพียงพิธีกรรม ซึ่งตัดการเรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมออกจากหลักสูตรอย่างสิ้นเชิง
2. ทำลายภูมิคุ้มกันทางความคิด (Ideological Immunodeficiency): ถอดถอนจิตวิญญาณแห่งการยืนหยัดต่ออำนาจกดขี่ของมวลชน ให้เหลือเพียงศาสนาเปลือกนอกที่เคร่งครัดในรูปแบบ แต่ไร้พิษสงและไม่เป็นภัยต่อจักรวรรดินิยม โดย- การใช้กลยุทธ์ “การสร้างความสับสนทางอุดมการณ์ (Ideological Confusion)” ผ่านการส่งเสริมลัทธิที่เน้นความเคร่งครัดในรายละเอียดพิธีกรรมปลีกย่อย (เช่น ห้ามใช้ดนตรี ห้ามเฉลิมฉลองวันเกิด) เพื่อดึงความสนใจของมวลชนออกจากประเด็นการกดขี่เชิงโครงสร้างทางการเมือง
- การใช้ข้อหา ตักฟีร หรือ "การตราหน้าผู้เห็นต่างว่าเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา" ซึ่งกลไกนี้ถูกใช้เป็นใบเบิกทางสร้างความชอบธรรมในการหลั่งเลือดพี่น้องร่วมศาสนา เปลี่ยนศัตรูภายนอกให้กลายเป็นศัตรูกันเองภายใน สร้างวงล้อแห่งการต่อสู้ภายในที่ไม่มีวันสิ้นสุด
3. เป็นกองกำลังแนวหน้าให้มหาอำนาจ: นองเลือดพี่น้องร่วมประชาชาติ เพื่อให้จักรวรรดินิยมตะวันตกและไซออนิสต์สามารถตักตวงทรัพยากรและเสวยสุขอยู่บนกองซากอิฐและความพินาศของเหยื่อสงคราม เช่น การใช้กลุ่มซุฟยานีเป็น “กองกำลังสีเทา (Gray Zone Forces)" ที่ทำงานแทนกองทัพของมหาอำนาจ โดยมีข้อดีคือ:
- ลดความเสี่ยงทางการเมือง: มหาอำนาจสามารถปฏิเสธการเกี่ยวข้องทางกฎหมายและจริยธรรมได้ แม้จะมีหลักฐานว่าส่งท่อน้ำเลี้ยงอยู่เบื้องหลัง
- สร้างความชอบธรรมให้การแทรกแซง: ใช้ความป่าเถื่อนของกลุ่มซุฟยานีที่ตนสร้างขึ้นเอง เป็นข้ออ้างในการส่งกองทัพเข้ามา "ปราบปรามและจัดระเบียบใหม่"
- รักษาความวุ่นวายให้เป็นวงจรอุบาทว์: ตรึงให้รัฐเป้าหมายติดหล่มสงครามกลางเมืองจนอ่อนแอทางเศรษฐกิจ และไม่มีศักยภาพพอที่จะลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจนำของจักรวรรดิโลก
กล่าวอย่างง่าย ซุฟยานีในวันนี้ก็คือ เสื้อคลุมที่ทอด้วยด้ายจากวอชิงตันและเทลอาวีฟ แต่ปักลวดลายด้วยภาษาอาหรับ เพื่อใช้ลวงตาผู้ที่ขาด “บะซีรัต” (ทัศนะญาณ) ให้เดินหน้าเข้าสู่สงครามห่ำหั่นพี่น้องตนเองโดยคิดว่ากำลังทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ ขณะที่ศัตรูตัวจริงนั่งนับผลกำไรอยู่บนอัฒจันทร์อย่างปลอดภัย
โปรดติดตามตอนต่อไป

