รู้จักกับขบวนการซุฟยานี ตอนที่ 6
รู้จักกับขบวนการซุฟยานี ตอนที่ 6
ขุดรากถอนโคนซุฟยานี : เมื่ออิสลามแบบบนีอุมัยยะฮ์เปลี่ยนศรัทธาเป็นเกราะคุ้มกันอำนาจ
หากตอนที่แล้ว เราพาไปเหลียวมอง “ซุฟยานี” บนกระดานความมั่นคงโลก ในฐานะหมากตัวหนึ่งที่ขับเคลื่อนผ่านสงครามตัวแทน และการสร้างความแตกแยกภายใน การจะเข้าใจหมากตัวนี้อย่างทะลุปรุโปร่งในวันนี้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูรากเหง้าของมัน เพราะภาพระเบิด ซากเมือง และกลุ่มติดอาวุธที่อ้างพระนามของพระเจ้าในวันนี้ อาจเป็นเพียงปลายกิ่งของรากอำนาจที่หยั่งลึกในประวัติศาสตร์อิสลาม นับตั้งแต่วันที่ศาสนาถูกพรากจากภารกิจปลดแอกมนุษย์ แล้วถูกจัดวางใหม่เพื่อรับใช้อำนาจนอก สร้างความชอบธรรมแก่ทรราช และทำให้การกดขี่ดำเนินไปได้ภายใต้ถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าใครกำลังถืออาวุธอยู่ในสนามรบ แต่คือ โครงสร้างอำนาจรูปแบบใดที่ทำให้การฆ่-ากลายเป็นหน้าที่ทางศาสนา ผู้กดขี่สามารถสวมบทผู้พิทักษ์ศรัทธา และเปลี่ยนผู้เรียกร้องความยุติธรรมให้กลายเป็น ‘กบฏ’ ได้อย่างแนบเนียน?
จากระบอบบนีอุมัยยะฮ์สู่ “แม่พิมพ์แห่งอำนาจ”
ในรายงานสายอิสลามชีอะฮ์ “ซุฟยานี” คือฝ่ายตรงข้ามที่จะปรากฏก่อนการปฏิวัติของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ผู้มาโปรดโลกในยุคสุดท้ายตามคำพยากรณ์ของทุกศาสนา — ทว่าชื่อ ”ซุฟยานี” นี้ก็ไม่ได้ปรากฏอย่างไร้ความหมาย แต่ชี้กลับไปยังสายอำนาจของ “อบูซุฟยาน” ผู้ทำสงครามกับท่านศาสดาในยุคต้นอิสลาม สู่มุอาวิยะฮ์ ทายาทผู้วางรากฐานราชวงศ์บนีอุมัยยะฮ์ และยาซีด ผู้สืบทอดบัลลังก์ซึ่งนำไปสู่การสังหารหมู่วงศ์วานศาสดาในโศกนาฏกรรมกัรบาลา
ความเชื่อมโยงนี้ เป็นลายแทงสำคัญที่ชี้ว่า “ศัตรู” ของการปฏิวัติเพื่อความยุติธรรมโลก จะเดินตามแบบแผนของสายอำนาจดังกล่าว กล่าวคือ ซุฟยานีมิได้เป็นเพียงชื่อของบุคคล แต่ยังเป็นชื่อของ “แม่พิมพ์ทางการเมือง” แบบหนึ่ง: แม่พิมพ์ที่อ้างศาสนาเพื่อค้ำอำนาจ ทำให้การเชื่อฟังผู้ปกครองทรราชกลายเป็นศรัทธา และตีตราผู้ต่อต้านการกดขี่ว่าเป็นผู้ก่อความวุ่นวาย
นี่คือสิ่งที่ท่านอิมามุชชะฮีด ซัยยิดอาลี คาเมเนอี เรียกว่า “อิสลามแบบบนีอุมัยยะฮ์” ไม่ใช่อิสลามในฐานะทางนำของพระผู้เป็นเจ้า แต่เป็นศาสนาที่ถูกจัดวางให้รับใช้รัฐ ถูกบิดเบือนจากพลังปลดแอกมนุษย์ ให้กลายเป็น “กลไก” คุ้มกันทรราช
กลไกนี้ดำเนินผ่านยุทธศาสตร์สำคัญอย่างน้อย 2 ประการ:
(1) การใช้สถาบันศาสนาผลิตความชอบธรรมให้ผู้มีอำนาจ
นักวิชาการที่ผูกติดกับราชสำนักผลิตฟัตวา (คำวินิจฉัยทางศาสนา) เพื่อทำให้การยอมจำนนต่อผู้ปกครองดูเป็นหน้าที่ทางศรัทธา ขณะที่การตั้งคำถามต่อความอยุติธรรมกลับถูกทำให้เป็นความผิด การแตกแถว หรือภัยต่อความมั่นคง
(2) การเปลี่ยนฝ่ายเรียกร้องความยุติธรรมให้เป็นศัตรูของรัฐ
เมื่อฝ่ายธรรมถูกป้ายสีว่าเป็นผู้บ่อนทำลายหรือภัยต่อความมั่นคง รัฐก็มีข้ออ้างใช้กฎหมาย กองกำลัง และความรุนแรงกวาดล้าง โดยยังรักษาภาพตนเองว่าเป็นผู้ปกป้องศาสนาและระเบียบสังคม
และเมื่อหันกลับมามองปรากฏการณ์จริงในสนามรบวันนี้ เราจะพบกลุ่มที่แอบอ้างอิสลามแต่ตกเป็นเชลยของวัตถุและผลประโยชน์ ใช้ศาสนาเป็นใบอนุญาตแก่อำนาจ และพร้อมสยบหรือร่วมมือกับอำนาจภายนอก แม้ต้องแลกด้วยการทรยศต่อเลือดของมุสลิมและผู้บริสุทธิ์ สิ่งเหล่านี้หาใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นประจักษ์พยานว่าจิตวิญญาณแบบซุฟยานีกำลังฟื้นคืนชีพ และเมื่อแม่พิมพ์แห่งการกดขี่นี้ปรากฏชัดขึ้น ย่อมเป็นสัญญาณอันหนักแน่นที่บ่งบอกว่า เราอาจจะกำลังอยู่ในห้วงเวลาสุดท้ายก่อนการปรากฏของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ตามคำพยากรณ์ เพราะกลไกของอำนาจที่พร้อมบดขยี้สัจธรรมได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งแล้วอย่างเป็นรูปธรรม
กัรบาลา: เมื่อรัฐเปลี่ยนสัจธรรมให้กลายเป็นกบฏ
ในประวัติศาสตร์ โศกนาฏกรรมกัรบาลาคือหลักฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่เจ็บปวดที่สุดของกลไกนี้ ยาซีดไม่ได้ต้องการเพียงกำจัดอิมามฮูเซน (อ.) ออกจากสนามการเมือง แต่ต้องการ “สัตยาบัน” จากท่าน เพราะการยอมรับของหลานท่านศาสดาคือทุนความชอบธรรมที่จะฟอกระบอบให้ดูถูกต้องในสายตาสังคม
เมื่ออิมามฮูเซน (อ.) ปฏิเสธที่จะรับรองการกดขี่ รัฐจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ โดยใช้ภาษาแห่งความมั่นคง วาดภาพผู้ไม่ยอมจำนนให้เป็น “กบฏ” ก่อนปิดล้อมและสังหารหมู่ภายใต้เครื่องหมายของรัฐ กฎหมาย และคำอ้างทางศาสนา นี่คือแม่พิมพ์บนีอุมัยยะฮ์ที่เผยตัวตนอย่างชัดเจนที่สุด
ดังนั้น ในมุมมองของอิมามุชชะฮีด คาเมเนอี ผ่านมิติปรัชญาการเมือง กัรบาลาจึงมิได้เกิดจากความโหดร้ายของผู้ปกครองเพียงคนเดียว แต่เกิดจากโครงสร้างที่ทำงานร่วมกันสามด้าน ได้แก่
(1) “รัฐ” ที่ออกคำสั่งและใช้กำลัง
(2) “ชนชั้นนำ” หรือ “ปัญญาชน” ที่ผลิตหรือยอมรับความชอบธรรม
(3) “มวลชน” ที่นิ่งเงียบ งุนงง หรือหวาดกลัว
จนกระทั่ง ความอยุติธรรมถูกมองเห็นแต่ไม่ถูกหยุดยั้ง กัรบาลาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องในอดีต แต่เป็นบทเรียนว่า ความรุนแรงทางการเมืองเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ผู้กดขี่ยึด “สิทธิ” ในการนิยามว่าอะไรคือศาสนา อะไรคือกฎหมาย และใครคือศัตรู
ผู้ทวงหนี้เลือดแห่งกัรบาลา: การถอดถอนจิตวิญญาณซุฟยานี
ด้วยเหตุนี้ ฉายาของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ในฐานะ “ผู้ทวงหนี้เลือดแห่งกัรบาลา” จึงลึกกว่าความหมายของการล้างแค้นต่อบุคคลในอดีต หรือชื่อ “ยาซีด” ที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่คือการเผชิญหน้าและรื้อถอนโครงสร้างชนิดเดียวกัน—โครงสร้างที่ทำให้กัรบาลาเกิดขึ้นได้ และพร้อมฟื้นตัวทุกครั้งเมื่อศาสนาถูกจับไปเป็นเครื่องมือของอำนาจ
ดังนั้น เมื่อโครงสร้างนี้กลับมา ไม่ว่าจะสวมคราบรัฐ สถาบันศาสนา หรือกลุ่มติดอาวุธที่ตะโกนพระนามของพระเจ้า สิ่งที่กลับมาไม่ใช่อดีตในรูปเดิม แต่คือ “จิตวิญญาณแบบซุฟยานี”: อำนาจที่ยืมภาษาแห่งศรัทธามาปกป้องการกดขี่ และใช้ความศักดิ์สิทธิ์เป็นใบอนุญาตบดขยี้ผู้ยืนข้างสัจธรรม
โปรดติดตามตอนต่อไป

