รู้จักกับขบวนการซุฟยานี ตอนที่ 7
รู้จักกับขบวนการซุฟยานี ตอนที่ 7
ศาสนาใต้เงาจักรวรรดิ : กำเนิดขบวนการซุฟยานีร่วมสมัย
อัลกุรอานได้ประกาศสาปแช่งไว้อย่างสั่นสะเทือนว่า “ความวิบัติจงมีแด่ผู้ละหมาด” (อัลมาอูน 107:4) เพื่อเตือนว่า ศาสนพิธีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะยืนยันว่ามนุษย์ยืนอยู่ข้างความจริง หากศาสนานั้นถูกตัดขาดจากความยุติธรรม และในตอนที่แล้ว เราได้เห็นแล้วว่า นี่คือบทเรียนสำคัญจากประวัติศาสตร์ “อิสลามแบบบนีอุมัยยะฮ์” ที่เปลี่ยนศาสนาให้กลายเป็นเพียงตรายางรับรองตัณหาของผู้ปกครอง และนั่นคือที่มาของขบวนการในคำพยากรณ์อย่าง “ซุฟยานี” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนขั้วอำนาจที่ใช้ศาสนาบังหน้าเพื่อทำลายล้างสัจธรรม
ดังนั้น หากจิตวิญญาณของซุฟยานีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต แต่กำลังฟื้นคืนชีพขึ้นใหม่ในโลกมุสลิมร่วมสมัย ปริศนาต่อมาคือ ในวันนี้มันก่อรูปขึ้นมาได้อย่างไร? ผ่านมือใคร? และสวมใบหน้าของใครอยู่?
จากคำพยากรณ์สู่พันธมิตรปี 1744: เมื่ออุดมการณ์ซุฟยานีก่อรูปเป็น “รัฐ”
เมื่อมองมายังปัจจุบัน ภาพสะท้อนของซุฟยานีปรากฏชัดผ่านอุดมการณ์วะฮาบี–ตักฟีรีและระบอบซาอุดิอาระเบีย เพราะนี่คือแนวคิดและโครงสร้างอำนาจที่หยิบ ”แม่พิมพ์ของบนีอุมัยยะฮ์“ มาปรับใช้ใหม่อย่างครบถ้วน — กล่าวคือ สวมหน้ากากพิทักษ์เตาฮีด (หลักเอกภาพของพระเจ้า) แต่ใช้ศาสนารับรองบัลลังก์ เปลี่ยนความเกลียดชังให้กลายเป็นหลักการทางความเชื่อ และกวาดล้างอิสลามตามสายธารแห่งอะฮ์ลุลบัยต์ภายใต้ข้ออ้างของการปกป้องศาสนา และเมื่อผลประโยชน์ของบัลลังก์เรียกร้อง มันก็พร้อมจับมือกับอำนาจภายนอก แม้อำนาจนั้นจะเป็นศัตรูของประชาชาติที่ตนกล่าวอ้างว่าปกป้องก็ตาม
สิ่งที่ทำให้การวิเคราะห์นี้หนักแน่น ไม่ใช่เพียงแค่ความคล้ายเหมือนทางอุดมการณ์ แต่คือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ว่า วะฮาบีไม่ได้เติบโตขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติจากศรัทธาของมวลชน แต่ก่อรูปขึ้นจาก “การจับมือกับอำนาจรัฐ” ตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1744 ระหว่าง มุฮัมมัด บิน ซะอูด ผู้ปกครองท้องถิ่นแห่งดิรอียะฮ์ กับ มุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ นักการศาสนาผู้วางรากฐานแนวคิดวะฮาบี — พันธมิตรครั้งนั้นทำให้แนวคิดทางศาสนาหลุดพ้นจากขอบเขตของคำสอน และเริ่มแปรสภาพเป็น ”โครงการทางการเมือง“ ที่มีรัฐ กองกำลัง และพื้นที่สำหรับขยายอำนาจ
อุดมการณ์เพียงลำพังอาจยังเป็นเพียงความเชื่อที่โต้แย้งกันได้ แต่เมื่อผนวกเข้ากับรัฐ มันจะได้ทั้ง “กฎหมายและตะบอง” กล่าวคือ มีงบประมาณ สถาบัน และกำลังบังคับคอยรับใช้ ความเชื่อจึงไม่ใช่เพียงคำสอนอีกต่อไป หากกลายเป็นเครื่องมือปกครอง และผู้เห็นต่างก็พร้อมถูกตีตราให้เป็นภัยต่อศาสนาและความมั่นคงของรัฐ
พันธมิตรระหว่างสองฝ่ายจึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือระหว่างผู้ปกครองกับนักการศาสนา แต่คือการวาง “ระบบแลกเปลี่ยนอำนาจ” ที่ต่างฝ่ายต่างมอบสิ่งซึ่งอีกฝ่ายต้องการ
- ฝ่ายอำนาจรัฐ มอบกองกำลัง พื้นที่ และการคุ้มครอง
- ฝ่ายอุดมการณ์ มอบความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่การปกครอง สงคราม และการขยายเขตอำนาจ
ศาสนาจึงถูกลดฐานะจากทางนำของมนุษย์ให้กลายเป็น “ตรายางของบัลลังก์” และเมื่ออำนาจดังกล่าวขยายตัวออกไป มันก็ไม่ได้เดินทางด้วยคำเทศนาเพียงอย่างเดียว แต่เดินทางพร้อมรัฐ ทุน และผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์
จากรัฐท้องถิ่นสู่เครื่องมือของจักรวรรดิ
เมื่อพันธมิตรระหว่างอุดมการณ์กับรัฐก่อให้เกิดฐานอำนาจที่มั่นคง โครงสร้างดังกล่าวก็ย่อมไม่จำกัดอยู่เพียงภายในคาบสมุทรอาหรับอีกต่อไป เพราะทันทีที่ภูมิภาคนี้กลายเป็นสนามแข่งขันของมหาอำนาจ อุดมการณ์ที่สามารถจัดระเบียบมวลชนและสกัดพลังต้านทานได้ ก็ย่อมถูกมองเห็นคุณค่าในฐานะเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์
อังกฤษไม่ได้สร้างวะฮาบีขึ้นจากศูนย์ แต่เข้ามามองเห็นและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างซะอูด–วะฮาบีในเวลาต่อมา โดยเฉพาะในฐานะ “เครื่องมือจัดระเบียบภูมิภาค” สกัดพลังต้านทานของโลกมุสลิม และเปิดทางให้ระเบียบอำนาจใหม่ รวมถึงการสถาปนารัฐไซออนิสต์ หยั่งรากลงในภูมิภาคได้ง่ายขึ้น ต่อมา สหรัฐอเมริกาก็เข้ามาสานต่อโครงสร้างดังกล่าวผ่านพันธมิตรด้านความมั่นคง น้ำมัน และยุทธศาสตร์ตะวันออกกลาง
นี่คือจุดที่ “ซุฟยานี” เปลี่ยนจากแนวคิดในคำพยากรณ์ให้กลายเป็นรูปแบบอำนาจที่จับต้องได้: ศาสนาเป็นความชอบธรรม รัฐเป็นเครื่องมือ ทุนเป็นเชื้อเพลิง และจักรวรรดิเป็นผู้กำหนดทิศทาง
ดังนั้น ความสัมพันธ์ใกล้ชิดของซาอุฯ กับตะวันตก และต่อมาคือกับอิสราเอลในปัจจุบัน จึงไม่ใช่เรื่องย้อนแย้ง แต่เป็นผลสืบเนื่องของรากฐานเดียวกัน ระบอบที่เกิดจากศาสนาที่ถูกบิดเบือน อำนาจรัฐที่กระหายการครอบงำ และมหาอำนาจที่ต้องการควบคุมภูมิภาค
ระบอบซาอุฯ กับอุดมการณ์วะฮาบี–ตักฟีรี จึงเป็นรูปธรรมร่วมสมัยที่ใกล้เคียงที่สุดกับภาพของซุฟยานีในเชิงโครงสร้าง: ระบอบที่สวมเสื้อคลุมศาสนา แต่หัวใจเต้นตามจังหวะของบัลลังก์ ตลาดอาวุธ และผลประโยชน์ของจักรวรรดิ
โปรดติดตามตอนต่อไป

