เว็บไซต์ อิมาม อัลฮะซะนัยน์ (อลัยฮิมัสลาม)เพื่อคุณค่าและสารธรรมอิสลาม

รู้จักกับขบวนการซุฟยานี ตอนที่ 8

0 ทัศนะต่างๆ 00.0 / 5

รู้จักกับขบวนการซุฟยานี ตอนที่ 8

   

ตักฟีร: หัวใจยุทธศาสตร์ขบวนการซุฟยานี ลัทธิหลั่งเลือด และการสร้างศัตรูภายใน

ในตอนที่แล้ว เราได้เห็นโครงสร้างของขบวนการซุฟยานีในโลกสมัยใหม่แล้วว่า มันไม่ได้ยืนอยู่ลอย ๆ แต่เติบโตผ่านพันธมิตรระหว่างศาสนา รัฐ และผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ ตอนนี้จึงต้องมองให้ลึกลงไปอีกขั้นว่า โครงสร้างอำนาจแบบนี้ผลิต “ศัตรูภายใน” ขึ้นมาได้อย่างไร? มันทำอย่างไรให้เพื่อนร่วมศรัทธากลายเป็นภัย และทำอย่างไรให้สงครามระหว่างมุสลิมด้วยกันถูกทำให้ดูเหมือนภารกิจศักดิ์สิทธิ์

ตักฟีร: อาวุธหลัก หัวใจยุทธศาสตร์ของวะฮาบี–ตักฟีรี

อำนาจที่ต้องการปกครองผู้คนผ่านศาสนา ย่อมต้องเริ่มจากการยึดสิทธิในการบอกว่า ใครยังอยู่ในศาสนา และใครถูกผลักออกไปนอกศาสนา นี่คือเหตุผลที่หัวใจยุทธศาสตร์ของวะฮาบี–ตักฟีรี คือ “ตักฟีร”— การตัดสินว่าผู้อื่นเป็นคนนอกศาสนา หรือเป็น “กาฟิร” (ผู้ปฏิเสธศรัทธา) และ “มุชริก” (ผู้ตั้งภาคีต่อพระเจ้า) ในทางศาสนา นี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง แต่เมื่อมันถูกดึงออกจากพื้นที่ของความรู้ แล้วนำไปผูกกับรัฐ กองทัพ เงินทุน และสงคราม มันจะกลายเป็น “อาวุธทางยุทธศาสตร์” ทันที

ดังที่กล่าวไว้ในตอนก่อน วะฮาบีไม่ได้เติบโตขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติจากศรัทธาของมวลชนเพียงลำพัง หากก่อรูปขึ้นจากการจับมือระหว่างอุดมการณ์กับอำนาจรัฐ ตั้งแต่พันธมิตรซะอูด–วะฮาบีในศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา เมื่อศาสนาถูกผูกเข้ากับ โครงสร้างรัฐและระบอบปกครอง ตักฟีรจึงไม่ใช่เพียงคำตัดสินทางความเชื่อ แต่กลายเป็นเครื่องมือแบ่งมนุษย์ออกเป็น “ฝ่ายที่ต้องเชื่อฟัง” กับ “ฝ่ายที่กำจัดได้” ศาสนาถูกใช้เป็นภาษา แต่เป้าหมายจริงคือ การจัดรูปแบบอำนาจ

 จากจุดนี้ ตักฟีรจึงไม่ได้ทำงานเพียงบนธรรมาสน์หรือในตำราศาสนาเท่านั้น แต่มันขยายตัวออกเป็น สองสมรภูมิที่ขนานกัน — สมรภูมิทางอุดมการณ์ และสมรภูมิภาคสนาม

สมรภูมิทางอุดมการณ์: การแย่งชิงสิทธิในการนิยามสัจธรรม

ตักฟีรในระดับแรกคือสงครามเหนือ “ความหมาย” — ใครคือมุสลิมแท้ ใครคือผู้หลงผิด ใครคือศัตรูของศาสนา และใครสมควรถูกผลักออกจากชุมชนศรัทธา เมื่ออำนาจหนึ่งสามารถผูกขาดสิทธิในการนิยามศรัทธาได้ มันก็ไม่ได้ควบคุมเพียงความคิดของผู้คน แต่ควบคุมชีวิตและความตายของพวกเขาด้วย

เพราะทันทีที่ฝ่ายตรงข้ามถูกผลักออกจากความเป็น “พี่น้องร่วมศรัทธา” เขาก็ถูกถอดออกจากความคุ้มครองทางศีลธรรมของสังคม การไม่ยอมจำนนทางการเมืองจึงถูกแปลงเป็นข้อหาทางศาสนา และการต่อต้านอำนาจรัฐก็ถูกทำให้ดูเหมือนการต่อต้านพระเจ้า กลไกนี้ทำงานคล้ายเครื่องจักรสามชั้น:

- ชั้นแรก: นิยามศัตรู — ผู้เห็นต่างถูกตราว่าเป็นผู้หลงผิด เป็นภัยต่อศาสนา หรือเป็นศัตรูของพระเจ้า  
- ชั้นที่สอง: ปลดความคุ้มครอง — เมื่อถูกตัดออกจากชุมชนศรัทธา เขาก็ไม่ถูกมองเป็นมนุษย์ร่วมชะตา หรือเพื่อนร่วมประชาชาติอีกต่อไป  
- ชั้นที่สาม: เปิดทางให้ความรุนแรง — การฆ่-า การยึดเมือง การริบทรัพย์ และการทำลายชีวิตผู้คน ถูกห่อหุ้มด้วยภาษาศาสนา จากอาชญากรรมจึงกลายเป็น “การปราบปรามผู้หลงผิด” ในพริบตา

สมรภูมิภาคสนาม: จากฟัตวาสู่กองกำลังติดอาวุธ

เมื่อตักฟีรถูกแปลงจากแนวคิดให้เป็นยุทธศาสตร์ภาคสนาม มันจะกลายเป็นเครื่องมือจัดตั้งกองกำลังที่ทรงพลัง เพราะมันมอบสิ่งที่กองทัพทั่วไปให้ไม่ได้ นั่นคือ “ความชอบธรรมทางสวรรค์” นักรบที่ถูกป้อนด้วยวาทกรรมตักฟีรไม่ได้มองตนเองว่าเป็นเพียงผู้ถืออาวุธในสงครามการเมือง แต่เชื่อว่าตนกำลังทำภารกิจศักดิ์สิทธิ์เพื่อกำจัดศัตรูของศาสนา

 นี่คือเหตุผลที่ความรุนแรงแบบตักฟีรีมักไร้ความปรานีต่อเหยื่อ แม้เหยื่อนั้นจะเป็นมุสลิมด้วยกันเองก็ตาม ในมุมของรัฐ กองทัพ และหน่วยความมั่นคง ตักฟีรจึงไม่ใช่แค่ความสุดโต่งทางศาสนา แต่คือเครื่องมือ “ทำลายเสถียรภาพจากภายใน” เพราะมันสามารถเปลี่ยนเมืองให้เป็นสมรภูมิ เปลี่ยนชุมชนให้เป็นแนวรบ และเปลี่ยนความขัดแย้งทางการเมืองให้กลายเป็นสงครามที่ไม่มีวันจบ

 ร่างทรงซุฟยานี: ความแตกแยก และสงครามที่ไม่มีวันจบ
ในภาพใหญ่ของตะวันออกกลางร่วมสมัย ยุทธศาสตร์หลักของจักรวรรดิไม่ใช่แค่การยึดครองโดยตรง แต่คือการทำให้สังคมที่อาจลุกขึ้นต่อต้าน แตกออกจากกันเอง นี่คือยุทธศาสตร์ “แบ่งแยกแล้วปกครอง” ในรูปแบบที่ลึกที่สุด เพราะมันไม่ได้แบ่งแค่ดินแดน แต่แบ่งความทรงจำ ความศรัทธา และความเป็นพี่น้องของผู้คนออกจากกัน

 วะฮาบี-ตักฟีรี ในความหมายของ ”เครือข่ายอุดมการณ์และสถาบัน“ จึงมักถูกเชื่อมเข้ากับสามกลไกที่สะท้อนภาพของซุฟยานีในภาษาภูมิรัฐศาสตร์ร่วมสมัย:

(1) การทำลาย “ศูนย์กลางความเป็นชาติ” ของมุสลิม
จากอิรัก ซีเรีย เยเมน ไปจนถึงอัฟกานิสถาน การแตกเป็น “กลุ่มย่อยที่ถูกตัดสินว่าผิดศาสนา” ทำให้ไม่มี “พื้นที่ทางการเมืองร่วม” ในการต่อต้านการยึดครองหรือการแบ่งแยกดินแดน เหลือแต่เพียงสงครามระหว่างผู้คนที่ถูกปลุกให้เกลียดกันเอง
(2) การผูกศาสนากับความรุนแรงของรัฐ
เมื่อ “ความยุติธรรม” ถูกแทนที่ด้วย “ความมั่นคงของระบอบและพันธมิตร” การบุกโจมตีประชาชน การปิดล้อมประเทศ หรือการสนับสนุนสงครามตัวแทน (พร็อกซี) ก็จะถูกหุ้มด้วยภาษาศาสนา และทำให้ดูเหมือนภารกิจเพื่อปกป้องศรัทธา ทั้งที่ผลลัพธ์จริงคือศพผู้บริสุทธิ์ เมืองที่พัง และสังคมที่ถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ — นี่คือ ฟัตวารับใช้อำนาจในเวอร์ชันโลกใหม่

(3) การซ่อนผลประโยชน์จริงของจักรวรรดินิยม
ตักฟีรช่วยซ่อนผลประโยชน์จริงไว้หลังม่านควันของนิกาย เรื่องน้ำมัน อาวุธ เส้นทางยุทธศาสตร์ ฐานทัพ และอำนาจเหนือภูมิภาค ถูกกลบด้วยคำอธิบายง่าย ๆ ว่า “ซุนนี VS ชีอะฮ์” ทั้งที่เบื้องหลังคือการรักษาระเบียบโลกที่เอื้อต่อผู้ครอบงำ มากกว่าการปลดปล่อยมุสลิมจากโซ่ตรวน

 นี่คือจุดที่ “คำพยากรณ์” กับ “ความเป็นจริง” มาบรรจบกัน ไม่จำเป็นต้องรอปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เมื่อโครงสร้างเดิมทำงานครบชุดแล้ว — ศาสนาเป็นเกราะให้ผู้กดขี่ ฟัตวากลายเป็นกฎหมายลับของสงคราม และศัตรูถูกสร้างขึ้นด้วยป้ายชื่อทางศาสนา เพื่อรับใช้บัลลังก์และจักรวรรดิ “อิสลามแบบบนีอุมมัยยะฮ์” ที่เต้นด้วยจิตวิญาญแห่งซุฟยานี ก็ฟื้นคืนชีพ

 ตัวอย่างร่วมสมัย: เมื่อยุทธศาสตร์แบ่งแยกแล้วปกครองลงสู่สนามจริง

ซีเรียและเยเมนคือภาพที่จับต้องได้ของกลไกนี้ เพราะทั้งสองสนามรบไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งภายในประเทศ แต่เป็นพื้นที่ที่ศาสนา นิกาย รัฐ กองกำลัง และผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ถูกทำให้ทับซ้อนกันอย่างซับซ้อน

- ซีเรีย ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา

 ความขัดแย้งที่มีมิติรัฐ เส้นทางยุทธศาสตร์ พันธมิตรภูมิภาค และสงครามตัวแทน ถูกย้อมให้กลายเป็นสงครามศาสนา ซาอุดิอาระเบีย หัวหอกลัทธิวาฮาบีตักฟีรี พร้อมด้วยพันธมิตรในอ่าวอาหรับและตะวันตกมีบทบาทสนับสนุนเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธนิกายซุนนีต่างๆ (รวมถึงกลุ่มที่มีอุดมการณ์ใกล้ชิดกับอัลกออิดะฮ์และ ISIS) ทั้งด้านเงิน อาวุธ และวาทกรรม เพื่อโค่นล้มรัฐบาลซีเรียซึ่งยืนอยู่ในสมการของแนวรบแห่งการยืนหยัดต่อสู้ (Axis of Resistance) ในฐานะหนึ่งในพันธมิตรหลัก ผลลัพธ์ไม่ใช่แค่รัฐที่ล่มสลาย แต่คือเมืองที่กลายเป็นซาก ประชาชนที่กลายเป็นผู้ลี้ภัย และเด็กจำนวนมากที่เติบโตมากับเสียงระเบิด นี่คือโศกนาฏกรรมที่ภาษาศาสนาถูกใช้เป็นธงนำ แต่เลือดที่ไหลกลับเป็นเลือดของผู้บริสุทธิ์หลากนิกาย

- เยเมน ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา
 
สงครามที่ซาอุดิอาระเบียนำพันธมิตรเข้าโจมตีเยเมน ไม่ได้มีเพียงมิติทางทหาร แต่ยังมีสงครามข่าวสารและวาทกรรมศาสนาควบคู่กันไป การต่อสู้ที่เกี่ยวข้องกับเอกราช อำนาจรัฐ เส้นทางทะเล และดุลอำนาจในคาบสมุทรอาหรับ ถูกลดทอนให้เหลือเพียง “สงครามซุนนี–ชีอะฮ์” เพื่อปิดบังคำถามที่ใหญ่กว่า คือใครมีสิทธิกำหนดอนาคตของเยเมน ใครควบคุมภูมิภาค และใครได้ประโยชน์จากการทำให้ประเทศหนึ่งอ่อนแรงจนไม่อาจยืนด้วยขาของตนเอง ท่ามกลางคำอธิบายเชิงนิกาย เด็กเยเมนจำนวนมากต้องเผชิญความหิวโหย โรงพยาบาลขาดแคลนยา และประชาชนธรรมดาถูกบดขยี้อยู่ใต้สงครามที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้เริ่ม

ซุฟยานีไม่ใช่แค่กองทัพถือดาบ แต่คือระบบผลิตศัตรู

ดังนั้น หากจะทำความรู้จักขบวนการซุฟยานีในมิติยุทธศาสตร์ เราต้องมองให้พ้นจากภาพบุคคลและคำเล่าลือ แล้วอ่านมันในฐานะระบบที่ผลิตศัตรู ผลิตฟัตวา ผลิตความชอบธรรมให้รัฐ ผลิตกองกำลังติดอาวุธ และผลิตสงครามที่ทำให้ประชาชาติหนึ่งทำลายตัวเองจากภายใน

“ตักฟีร” คือเครื่องยนต์สำคัญของระบบนั้น เพราะมันทำให้ผู้ถูกกดขี่หันอาวุธใส่กันเอง แทนที่จะมองเห็นโครงสร้างอำนาจที่กดทับพวกเขาอยู่ นี่คือความน่ากลัวของซุฟยานีร่วมสมัย — มันอาจไม่ได้มาในรูปของปีศาจที่ประกาศตนอย่างเปิดเผย แต่อาจมาในรูปของคำเทศนา ฟัตวา ช่องข่าว เงินทุน อาวุธ และวาทกรรมความมั่นคงที่บอกให้เรามองพี่น้องของตนเองเป็นศัตรู ขณะที่ผู้ได้ประโยชน์ตัวจริงยืนอยู่หลังฉากอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

 โปรดติดตามตอนต่อไป

กรุณาแสดงความคิดเห็นด้วย

ความคิดเห็นของผู้ใช้งานทั้งหลาย

ไม่่มีความคิดเห็น
*
*

เว็บไซต์ อิมาม อัลฮะซะนัยน์ (อลัยฮิมัสลาม)เพื่อคุณค่าและสารธรรมอิสลาม