รู้จักกับขบวนการซุฟยานี ตอนที่ 9
รู้จักกับขบวนการซุฟยานี ตอนที่ 9
ซุฟยานีในยุทธศาสตร์แบ่งแยกและปกครอง: ศรัทธาที่ถูกแปลงเป็นสงครามตัวแทน
ในตอนที่แล้ว เราได้ย้อนดูรากของอุดมการณ์ตักฟีร ในลัทธิวะฮาบีตักฟีรี—แนวคิดที่เปลี่ยนความต่างให้กลายเป็นข้อกล่าวหา และเปลี่ยนผู้เห็นต่างให้กลายเป็นศัตรูของพระผู้เป็นเจ้า แต่เมื่อแนวคิดเช่นนี้ถูกปล่อยลงสู่สนามจริง ท่ามกลางรัฐที่อ่อนแอ เงินทุน อาวุธ ข่าวกรอง และผลประโยชน์ของมหาอำนาจ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าใครถือปืน หากคือใครสร้างศัตรู ใครส่งปืน และใครได้ประโยชน์จากสงครามที่อ้างชื่อศรัทธานี้? ตรงรอยต่อระหว่างศาสนา ความรุนแรง และภูมิรัฐศาสตร์นี้เอง ที่เราอาจเริ่มเห็นเงาบางอย่างของ “ซุฟยานี” ในคำพยากรณ์ ทอดทับลงมาบนโลกปัจจุบัน ••
เมื่ออุดมการณ์ตักฟีร ลงสนามจริง
อุดมการณ์ตักฟีร คือแนวคิดที่ตัดสินผู้อื่นว่าออกนอกศาสนา หรือหมดสถานะความเป็นผู้ศรัทธา เมื่อแนวคิดเช่นนี้ถูกนำมาใช้ในสนามการเมือง มันจึงไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงทางศาสนาอีกต่อไป แต่กลายเป็นกลไกแบ่งมนุษย์ออกเป็นสองฝ่าย—ฝ่ายที่ถูกประกาศว่าเป็น “ผู้ศรัทธาที่แท้จริง” กับฝ่ายที่ถูกตราว่าเป็นคนนอกศาสนา หรือศัตรูของพระผู้เป็นเจ้า
เมื่อความแตกต่างทางนิกายและความเห็นทางการเมืองถูกยกระดับเป็นเส้นแบ่งระหว่าง “ศรัทธา” กับ “ความหลงผิด” ภายใต้การหนุนเสริมของระบอบที่กระหายการครอบงำ พื้นที่ของการถกเถียงก็หายไป เหลือเพียงภาษาของการกำจัด ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ถูกมองว่าเป็นมนุษย์ที่เห็นต่าง แต่ถูกทำให้กลายเป็นเป้าหมายที่สังหารได้โดยชอบธรรม
ในจุดนี้ อุดมการณ์แบบตักฟีรไม่ได้เติบโตขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่อาศัยการบรรจบกันของสามปัจจัยสำคัญเป็นอย่างน้อย ได้แก่ การตีความศาสนาแบบคัดคนออก ความอ่อนแอของรัฐ และเครือข่ายอำนาจที่พร้อมสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธ เมื่อรัฐไม่สามารถควบคุมพื้นที่ รักษาความปลอดภัย ดูแลเศรษฐกิจ หรือประคับประคองความเป็นเอกภาพของสังคมได้ ช่องว่างนั้นย่อมเปิดให้กลุ่มติดอาวุธเข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐ
กลุ่มอย่าง ISIS อัลกออิดะฮ์ โบโกฮาราม ตาลีบัน และเครือข่ายตักฟีรีร่วมสมัย จึงไม่ควรถูกอธิบายเพียงว่าเป็นกลุ่มหัวรุนแรงที่เกิดจากความคลั่งไคล้ทางศาสนาเท่านั้น เพราะคำอธิบายเช่นนั้นมองเห็นเพียงผู้ถือปืน แต่ไม่เห็นโครงสร้างที่ทำให้ปืนถูกส่งไปถึงมือพวกเขา ไม่เห็นแหล่งเงินทุน ไม่เห็นเส้นทางการฝึก ไม่เห็นผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ และไม่เห็นผู้เล่นที่ยืนอยู่หลังม่าน
กลไกที่ทำให้อุดมการณ์กลายเป็นกองกำลัง
ก.) ตักฟีรทำหน้าที่ผลิตศัตรู
ผู้เห็นต่างถูกลดทอนจากมนุษย์ให้กลายเป็น “เป้าหมายที่กำจัดได้” เมื่อความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายถูกลบออก การเข่นฆ่าก็สามารถถูกนำเสนอในฐานะภารกิจทางศาสนา
ข.) ลัทธิวาฮาบีทำหน้าที่สร้างกรอบแบ่งแยก
การตีความที่เน้นการกำจัดความเชื่อและพิธีกรรมที่ตนมองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม ทำให้ความแตกต่างภายในโลกมุสลิมถูกขยายจนกลายเป็นความเป็นศัตรู
ค.) รัฐและทุนทำหน้าที่เปลี่ยนความคิดให้เป็นกำลังรบ
เงิน อาวุธ เครือข่ายข่าวกรอง การฝึก และพื้นที่ปฏิบัติการ ล้วนทำให้แนวคิดสุดโต่งไม่หยุดอยู่ในมัสยิดหรือสื่อโฆษณาชวนเชื่อ แต่กลายเป็นกองกำลังที่สามารถยึดเมือง ควบคุมประชาชน และสร้างความปั่นป่วนข้ามพรมแดนได้
ดังนั้น จากอุดมการณ์สู่กองกำลังจึงไม่ได้เกิดขึ้นในขั้นตอนเดียว แต่เป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ เปลี่ยนความเกลียดชังให้เป็นความชอบธรรม เปลี่ยนความชอบธรรมให้เป็นการระดมพล และเปลี่ยนการระดมพลให้เป็นสงคราม
จากรัฐที่อ่อนแอ สู่สงครามตัวแทน
ในพื้นที่ที่รัฐแตกสลายหรืออ่อนแรง กลุ่มติดอาวุธสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว เพราะอำนาจรัฐไม่อาจควบคุมพรมแดน คุ้มครองประชาชน หรือผูกขาดการใช้กำลังได้อีกต่อไป พื้นที่ว่างเช่นนี้จึงกลายเป็นสนามเหมาะสมของ “สงครามตัวแทน หรือ Proxy Warfare”
สงครามตัวแทนทำให้มหาอำนาจหรือผู้สนับสนุนเบื้องหลังไม่จำเป็นต้องส่งกองทัพของตนเข้ายึดครองโดยตรง เพียงสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธบางกลุ่มด้วยเงิน อาวุธ ข่าวกรอง การฝึก หรือการคุ้มครองทางการเมือง ก็สามารถเปลี่ยนความขัดแย้งภายในประเทศหนึ่งให้กลายเป็นสงครามระดับภูมิภาคได้
กองกำลังตัวแทนจึงมีประโยชน์ต่อผู้สนับสนุนเบื้องหลังอย่างน้อยสองทาง
1. สร้างความเสียหายแก่ฝ่ายตรงข้าม โดยไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรง
2. ทำให้รัฐเป้าหมายอ่อนแรงลง จนต้องพึ่งพาการแทรกแซงจากภายนอกในที่สุด
นี่คือจุดที่ศรัทธาถูกแปลงเป็นภูมิรัฐศาสตร์ นักรบอาจเชื่อว่าตนกำลังต่อสู้เพื่อพระผู้เป็นเจ้า แต่ในอีกระดับหนึ่ง ร่างกายของพวกเขากำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในเกมอำนาจที่ใหญ่กว่าความเชื่อของพวกเขาเอง
ยุทธศาสตร์สองชั้น: 2 กระสุนที่ยิงเข้าใส่โลกมุสลิม
เมื่อพิจารณาทิศทางของกระสุน ความเสียหาย และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการของกลุ่มเหล่านี้ จะเห็นว่ายุทธศาสตร์ของพวกเขาทำงานอย่างน้อยสองชั้นพร้อมกัน
(1) ชั้นที่หนึ่ง: การสลายเอกภาพจากภายใน
เป้าหมายแรกคือการทำลายโลกมุสลิมจากภายใน ผ่านสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งระหว่างนิกาย และการเปลี่ยนเพื่อนร่วมศรัทธาให้กลายเป็นศัตรู
ความรุนแรงเช่นนี้ไม่ได้ทำลายเพียงชีวิตของผู้คน แต่ยังทำลายความไว้วางใจซึ่งเป็นรากฐานของสังคม เมื่อชุมชนหนึ่งถูกทำให้เชื่อว่าอีกชุมชนหนึ่งเป็นภัยต่อศาสนา การอยู่ร่วมกันก็กลายเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นการประนีประนอมกับความชั่วร้าย
ผลที่ตามมาคือพลังของประชาชนถูกดูดกลืนไปกับการป้องกันตนเอง ความหวาดระแวง และการแก้แค้น สังคมไม่เหลือพลังมากพอที่จะตั้งคำถามต่อการทุจริตของผู้ปกครอง การแทรกแซงของต่างชาติ หรือการปล้นทรัพยากรของประเทศตนเองอีกต่อไป
สงครามเช่นนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีผู้ชนะในสนามรบ ขอเพียงทำให้ประชาชนไม่สามารถรวมตัวกันได้ ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว
(2) ชั้นที่สอง: ภาพอิสลามในฐานะภัยคุกคาม การสร้างข้ออ้างเพื่อแทรกแซง
ขณะเดียวกัน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในก็ถูกส่งออกไปยังโลกภายนอกผ่านภาพข่าวและสื่อโฆษณาชวนเชื่อ การประหารชีวิต การตัดศีรษะ การเผาคนทั้งเป็น การทำลายศาสนสถาน หรือการทำลายโบราณสถาน ถูกทำให้กลายเป็นภาพแทนของ “อิสลาม” ในสายตาสาธารณะ
ความโหดร้ายเหล่านี้จึงมีหน้าที่มากกว่าการข่มขวัญศัตรูในพื้นที่ แต่ทำหน้าที่สร้าง “Islamophobia” หรือความหวาดกลัวและอคติต่ออิสลามและมุสลิมในระดับโลก
อีกด้านหนึ่ง ความหมายของ “ญิฮาด” ก็ถูกบิดเบือนอย่างรุนแรง ญิฮาดซึ่งในความหมายกว้างเกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง การขัดเกลาตนเอง และการยืนหยัดต่อความอยุติธรรม กลับถูกลดทอนให้เหลือเพียงภาพของการฆ่-าและการก่อการร้าย
ผลที่เกิดขึ้นโดยหลัก คือ โลกภายนอกมองอิสลามผ่านภาพของผู้ถือปืน ขณะที่มุสลิมจำนวนมากต้องใช้ชีวิตภายใต้ความหวาดระแวงและการเลือกปฏิบัติ ทั้งที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงเหล่านั้นเลย นี่คือ Islamophobia ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากความไม่รู้ของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขยายผ่านกระบวนการทางการเมืองและสื่อ เมื่อภาพของมุสลิมถูกผูกติดกับระเบิด การประหาร และความป่าเถื่อน มหาอำนาจก็สามารถเสนอการแทรกแซงของตนเองในฐานะ “ภารกิจเพื่อความปลอดภัยของโลก”
ขยายความผลลัพธ์ที่ตกผลึกจากยุทธศาสตร์ชั้นที่สอง
- อิสลามถูกทำให้กลายเป็นภัยคุกคาม
ศาสนาที่มีความหลากหลายทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ถูกบีบให้เหลือเพียงภาพของกลุ่มติดอาวุธไม่กี่กลุ่ม
- การแทรกแซงถูกทำให้ดูชอบธรรม
การส่งทหาร การตั้งฐานทัพ การควบคุมพื้นที่ และการจัดระเบียบทางการเมือง ถูกอธิบายว่าเป็นการต่อสู้เพื่ออารยธรรม
- ความเสียหายของประเทศถูกใช้เป็นเหตุผลสร้างความเสียหายเพิ่ม
มหาอำนาจชี้ไปยังความรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วใช้ความรุนแรงนั้นเป็นข้ออ้างในการเพิ่มกำลังทหารและขยายอำนาจของตนเอง
เมื่อพิจารณาทั้งสองชั้นร่วมกัน จะเห็นว่ากระสุนของขบวนการเหล่านี้ยิงเข้าใส่โลกมุสลิมโดยตรง ขณะเดียวกันก็ยิงทำลายภาพลักษณ์ของอิสลามในสายตาโลก ผลลัพธ์ทั้งสองทางล้วนเอื้อให้โครงสร้างจักรวรรดิขยายพื้นที่และอำนาจของตนเอง
เมื่อเงาซุฟยานีในคำพยากรณ์ ซ้อนทับภูมิรัฐศาสตร์จักรวรรดิ
เมื่อพิจารณาตั้งแต่รากฐานของตักฟีร การตีความแบบสุดโต่ง การล่มสลายของรัฐ การเติบโตของกองกำลังตัวแทน ตลอดจนการสร้าง Islamophobia จะเห็นว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่เชื่อมต่อเป็นห่วงโซ่เดียวกัน
อุดมการณ์สร้างศัตรู
รัฐที่อ่อนแอเปิดพื้นที่
ทุนและอาวุธสร้างกองกำลัง
สื่อขยายความหวาดกลัว
และจักรวรรดิใช้ความโกลาหลเป็นเหตุผลในการกลับเข้ามาจัดระเบียบโลกตามผลประโยชน์ของตน
ตรงนี้เองที่ปรากฏการณ์ร่วมสมัยเริ่มเข้าใกล้กรอบของ “ซุฟยานี” มากขึ้น ไม่ใช่เพราะทุกกลุ่มสามารถถูกระบุว่าเป็น “ซุฟยานี” โดยตรง แต่เพราะผลลัพธ์จากการกระทำของพวกเขาสะท้อนแบบแผนเดียวกัน—ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทำลายผู้ศรัทธาจากภายใน และเปิดทางให้อำนาจภายนอกเข้ามาครอบงำจากภายนอก
ท้ายที่สุด การทำความเข้าใจกองทัพตัวแทนเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความมั่นคง แต่เป็นเรื่องของการกอบกู้จิตวิญญาณอิสลามกลับคืนมาจากการบิดเบือน เพราะเมื่อศรัทธาถูกแปลงเป็นอาวุธของจักรวรรดิ หน้าที่ของผู้ศรัทธาจึงไม่ใช่เพียงการมองเห็นศัตรูที่ถือปืนอยู่เบื้องหน้า แต่ต้องมองให้ลึกถึงมือที่ส่งปืน ความคิดที่สร้างศัตรู และระบบอำนาจที่ใช้เลือดของผู้คนเป็นทางผ่านสู่บัลลังก์ของตน
ซุฟยานีในเงาจักรวรรดิ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีตที่รอการกลับมา หากคือคำเตือนต่อปัจจุบันว่า เมื่อศาสนาถูกใช้เพื่อทำลายเอกภาพ เมื่อผู้เห็นต่างถูกทำให้หมดความเป็นมนุษย์ และเมื่อความโหดร้ายของกลุ่มหนึ่งถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างให้อำนาจภายนอกเข้ายึดครอง — เมื่อนั้น เงาของซุฟยานีก็ได้ทอดยาวลงบนแผ่นดินร่วมสมัยแล้ว
โปรดติดตามตอนต่อไป

